รายได้และกำไรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: สัญญาณเตือนเศรษฐกิจและความท้าทายของผู้ประกอบการ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดมายาวนาน ทั้งช่วง
เวลาแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ที่เฉียบคม ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ข้อมูลทางการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 40 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สะท้อนภาพที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง รายได้รวมของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลดลงถึง 15.21% ขณะที่กำไรสุทธิกลับดิ่งลงถึง 37.17% โดยมีถึง 18 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติทางการเงินที่แห้งแล้ง แต่คือ “กระจกเงาสะท้อน” สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความกังวลใจของผู้บริโภค
วิกฤตความเชื่อมั่น: เมื่อ “ความกลัวหนี้” ฉุดกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์คือ “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” และกำลังซื้อที่มีอยู่ แต่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ปัจจัยหลายอย่างได้บั่นทอนความเชื่อมั่นดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรก การเติบโตของรายได้ต่อหัวของประชาชนโดยรวมยังคงชะลอตัว เมื่อเทียบกับภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทำให้การตัดสินใจกู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียม กลายเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และบ่อยครั้งก็ตัดสินใจ “เลื่อน” ออกไปก่อน
สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์หลัก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การชะลอตัวของยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ ส่งผลให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการสินค้าคงค้าง และการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนถึง “ความกลัวหนี้” ที่แผ่ขยายวงกว้างในระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ภาพรวมผลประกอบการ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย (ม.ค. – มิ.ย. 2568)
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่ผลประกอบการของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ดังนี้:
รายได้รวม: 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21%
กำไรสุทธิรวม: 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17%
10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย ทำรายได้สูงสุด (ม.ค. – มิ.ย. 2568)
แม้ภาพรวมจะดูชะลอตัว แต่ยังมีบางบริษัทที่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทก็พบว่ารายได้ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน:
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thai): 17,786.61 ล้านบาท (-0.33%)
แสนสิริ (Siri): 15,677.66 ล้านบาท (-19.44%)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH): 12,107.57 ล้านบาท (-17.77%)
ศุภาลัย (SPALI): 10,667.34 ล้านบาท (-16.70%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (FPT): 10,336.18 ล้านบาท (-0.77%)
เอสซี แอสเสท (SC): 7,891.04 ล้านบาท (-8.77%)
สิงห์ เอสเตท (S): 6,947.38 ล้านบาท (-12.18%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PPH): 6,944.37 ล้านบาท (-29.59%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 4,998.72 ล้านบาท (-24.83%)
พราว เรียล เอสเตท (PROUD): 3,773.78 ล้านบาท (+111.52%) – โดดเด่นด้วยการเติบโตที่ก้าวกระโดด
10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย ทำกำไรสูงสุด (ม.ค. – มิ.ย. 2568)
ในส่วนของกำไรสุทธิ บริษัทที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและยอดขายได้ดี ก็ยังคงยืนหยัดทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ:
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)
แสนสิริ (Siri)
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thai)
ศุภาลัย (SPALI)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (FPT)
ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH)
เอสซี แอสเสท (SC)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI)
แอสเซท ไวส์ (ASW)
จี แลนด์ (G LAND)
สินค้าคงค้าง: ความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการ
จากสภาวะตลาดที่อุปสงค์ชะลอตัว ย่อมส่งผลโดยตรงต่อระดับสินค้าคงค้าง (Inventory) ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูล ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี 2568 ระบุว่า มูลค่ารวมของสินค้าคงค้างและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนามีมูลค่าสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.89% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งระบายสต็อกสินค้าที่สร้างเสร็จแล้ว และบริหารจัดการโครงการใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของตลาด
แนวโน้มและกลยุทธ์การปรับตัวสำหรับปี 2568
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางความท้าทายนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย
บทบาทของอสังหาริมทรัพย์ต่อเศรษฐกิจไทย
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็น “ตัวจักรสำคัญ” ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ความเชื่อมโยงของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นกว้างขวาง ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนภาคการเงิน การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการในภาคนี้ชะลอตัวลง พร้อมกับระดับสินค้าคงค้างที่ยังคงสูง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนผ่านการชะลอการก่อหนี้สินในครัวเรือน
บทสรุปและแนวโน้มอนาคต: การบริหารความเสี่ยงและสร้างโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์
แม้สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็เป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ในวงกว้างมากขึ้น
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้าน การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และ การบริหารความเสี่ยงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ความท้าทายนี้คือโอกาสในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของตลาด (Demand-driven development) การบริหารต้นทุนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหาร ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน และการแสวงหาช่องทางการขายใหม่ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการตลาดดิจิทัล หรือการร่วมมือกับพันธมิตร (Partnerships) จะเป็นกุญแจสำคัญ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ โอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงเวลาเช่นนี้ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของทำเล (Location analysis) การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ (Asset valuation) และการพิจารณาถึงปัจจัยมหภาคทางเศรษฐกิจ (Macroeconomic factors) เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจไทย และ นโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบคอบและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ในขณะที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหา บ้านพร้อมอยู่ หรือ คอนโดมิเนียม การตรวจสอบสภาวะตลาดและเปรียบเทียบราคาจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายราย รวมถึงการเจรจาต่อรองเงื่อนไขทางการเงินที่ดีที่สุด เช่น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
อนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว แต่คือการผสมผสานระหว่างสภาพเศรษฐกิจมหภาค ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังเผชิญความท้าทายนี้ หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
พร้อมแล้วหรือยังที่จะนำพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคุณ หรือการลงทุนส่วนตัวของคุณ ก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อรับคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับคุณ.