
แสนสิริ: 40 ปี แห่งการขับเคลื่อนอสังหาริมทรัพย์ไทย สู่การเป็นพลเมืองดี สร้างต้นแบบการแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน (อัปเดต 2569)
ในยุคที่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างที่อยู่อาศัย แต่ทวีความสำคัญไปสู่การสร้างคุณค่าและแก้ปัญหาสังคมควบคู่กัน แสนสิริ หนึ่งในผู้บุกเบิกและผู้นำในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้พิสูจน์บทบาทของตนเองมาตลอด 40 ปี ในฐานะ “พลเมืองดี” ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งมั่นสร้างสรรค์ต้นแบบการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนให้กับประเทศ
จากประสบการณ์กว่าทศวรรษในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาองค์กร ผมขอยืนยันว่า แนวทางของแสนสิริในการบูรณาการหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าและสอดคล้องกับทิศทางโลกในปี 2569 เป็นอย่างยิ่ง การที่บริษัทสามารถยืนหยัดและเติบโตมาได้อย่างมั่นคงตลอด 4 ทศวรรษ ไม่ใช่เพียงเพราะความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่มาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงพันธกิจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสี่เสาหลัก: ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม
แก่นแท้ของการเป็น “พลเมืองดี” ของแสนสิริ: สร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ
คุณสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff ของแสนสิริ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญที่ขับเคลื่อนการทำงานด้าน ESG มาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี นั่นคือ “การดูแล 4 เสาหลัก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้แสนสิริโดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามอง คือแนวคิดที่ก้าวข้ามการบริจาคแบบทั่วไป โดยเน้นการ “สร้างต้นแบบที่ประเทศนำไปใช้ได้จริง” ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ ชุมชน และองค์กรพันธมิตร เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกที่แท้จริงให้กับปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “No One Left Behind” หรือ “ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ในแง่ของการสนับสนุนสังคม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนกิจกรรม แต่คือการเจาะลึกถึงปัญหาและสร้างสรรค์โซลูชันที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
การรับมือภัยพิบัติ: บทเรียนจากการน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การพัฒนา “แผนรับมือเชิงระบบ”
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการรับมือของแสนสิริ โดยไม่เพียงแต่การระดมทีมงานและพันธมิตรเข้าให้ความช่วยเหลือลูกบ้านและประชาชนที่ประสบภัย ในฐานะจุดรวบรวมข้อมูลศูนย์พักพิงและจุดรับบริจาค แต่ยังนำบทเรียนที่ได้มาปรับปรุง “แผนรับมือเชิงระบบ” เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้อยู่อาศัยในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง คือสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การขาดแคลนไฟฟ้า การเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาดเนื่องจากกระแสน้ำ และข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ปัญหาเหล่านี้ต้องการการออกแบบโซลูชันที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแสนสิริได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเพื่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง: “บังเกอร์นวัตกรรม” ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงการนำความเชี่ยวชาญด้าน “เทคโนโลยีการก่อสร้างระดับสูง” มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ คือการพัฒนาและส่งมอบ “บังเกอร์นวัตกรรม” ให้แก่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวอย่างจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี
การนำ “แผ่นกรีนพรีคาสท์” (Green Precast) ซึ่งเป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปเสริมเหล็กที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทกสูง สามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนหรือแรงระเบิดในระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ การที่ “จิตอาสาแสนสิริ” ยังร่วมบริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย เพื่อสำรองโลหิตให้กับโรงพยาบาลและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ยังเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทพลเมืองดีที่พร้อมช่วยเหลือสังคมในทุกมิติ
การสนับสนุนภาคการเกษตร: เชื่อมโยงเกษตรกรสู่ผู้บริโภค แก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ
ภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของประชากรไทยจำนวนมาก มักเผชิญกับปัญหาความผันผวนของราคาพืชผล และแสนสิริได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม
การนำร่องรับซื้อมังคุดจากเกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 40 ตัน ในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้าง “สะพานเชื่อม” ระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ส่งต่อผลไม้คุณภาพสู่ลูกบ้านในโครงการของแสนสิริ, แสนสิริคอมมูนิตี้ และชุมชนโดยรอบโครงการ
กิจกรรม “ของดีต้องไปต่อ บรรทัดทอง In Sansiri Community” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุน “คนตัวเล็ก” ที่มีศักยภาพ การให้พื้นที่ในโครงการและคอมมูนิตี้ต่างๆ เพื่อให้ร้านอาหารขนาดเล็กในตำนานได้กลับมาเสิร์ฟความสุขอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงการให้พื้นที่ทางธุรกิจ แต่คือการส่งต่อความรักและความห่วงใย ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเปราะบาง
การศึกษาเพื่ออนาคต: “Zero Dropout” แก้ปัญหาเด็กหลุดระบบ สู่โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม
ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและเด็กไร้สัญชาติที่ขาดโอกาสทางการศึกษา คือความท้าทายสำคัญในการพัฒนาประเทศ แสนสิริได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้ผ่านโครงการ “Zero Dropout : เด็กทุกคนต้องได้เรียน”
ความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการนำร่องโครงการที่จังหวัดราชบุรี เพื่อสร้าง “โมเดลต้นแบบ” ในการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบ ผ่านกลไกการติดตามและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ข้อมูลที่น่าประทับใจคือ ตลอดช่วง พ.ศ. 2565–2568 โครงการ Ratchaburi Zero Dropout สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในและนอกระบบการศึกษาแล้วกว่า 13,000 คน ผ่านกลไกที่หลากหลาย เช่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ, ทุนรอยต่อ ป.6, ม.3, อาสาสมัคร 3 พลัง, ศูนย์การเรียนสร้างโอกาส, โมเดลชีวิตเด็กนอกระบบ และ Learn to Earn กับสถานประกอบการในพื้นที่
นอกจากนี้ การลงนามร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ ยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของบุคลากรสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต
“แสนสิริ อะคาเดมี”: พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างเสริมชุมชนที่แข็งแกร่ง
โครงการ “แสนสิริ อะคาเดมี” เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการพัฒนาสังคม ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้ชุมชนได้ใช้จัดกิจกรรมร่วมกัน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ การสร้างพื้นที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงได้และส่งเสริมการมีส่วนร่วม คือหัวใจสำคัญของการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและมีความสุข
บทสรุป: 40 ปีแห่งการเป็น “พลเมืองดี” และก้าวต่อไปของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน
ตลอดปี 2568 แสนสิริได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็น “พลเมืองดี” ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างรวดเร็ว ราบรื่น และมีประสิทธิภาพ การ “ออกแบบทางออกเชิงระบบ” สร้างต้นแบบโครงการที่นำไปใช้ได้จริงในหลากหลายภารกิจ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่มองไปข้างหน้าและมีวิสัยทัศน์
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ผมมองว่าแนวทางของแสนสิริในการผสานธุรกิจเข้ากับการสร้างคุณค่าทางสังคม ไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่คืออนาคตของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน การลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์เพื่อสังคม” (Social Real Estate) หรือโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ถือเป็นกลยุทธ์ที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความภักดีของลูกค้าในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจในแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน หรือกำลังมองหาโอกาสในการมีส่วนร่วมกับโครงการเพื่อสังคม ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรม “Christmas of Sharing” ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อส่งต่อสิ่งของจำเป็นและของใช้ที่มีคุณค่า สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา และนาราสิริ พหล – วัชรพล จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นี้
การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์เช่นแสนสิริ
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน!