• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D2701113 กล องส มอ งเปาท พย (ละครส น) หน งส นด BSC part2

admin79 by admin79
January 27, 2026
in Uncategorized
0
D2701113 กล องส มอ งเปาท พย (ละครส น) หน งส นด BSC part2

วิศวกรโครงสร้างเผย 10 ปีที่ผ่านมา วิกฤตงานก่อสร้างไทย “ไม่ใช่โชคร้าย แต่คือความบกพร่องร้ายแรง” พร้อมเสนอ 3 ทางออกแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 23 มกราคม 2569 – เหตุการณ์เครนถล่มซ้ำซากในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงลึกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปีในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผมได้สังเกตเห็นความเสี่ยงและความท้าทายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ข่าวคราวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่และความบกพร่องในกระบวนการทำงาน ซึ่งผมยืนยันว่า “ไม่ใช่โชคร้าย” แต่เป็น “ความบกพร่องร้ายแรง” ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

แยกแยะ “โชคร้าย” ออกจาก “ความบกพร่องทางวิศวกรรม”

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สิ่งแรกที่หลายคนมักจะนึกถึงคือ “โชคร้าย” หรือ “อุบัติเหตุ” แต่ในมุมมองของวิศวกร เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงาน

ในกรณีของเครนถล่มที่เกิดขึ้นนั้น จุดเกิดเหตุไม่ได้มีสภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น พายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว ซึ่งหมายความว่า เราไม่สามารถโทษธรรมชาติได้เลย ปัจจัยที่เหลืออยู่จึงมีเพียงสองทางเลือก คือเป็น “อุบัติเหตุ” ที่เกิดจากปัจจัยที่เหนือการคาดหมายอย่างแท้จริง หรือเป็น “ความบกพร่อง” ในขั้นตอนการดำเนินงาน

จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและประสบการณ์ ผมขอยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย” แต่เป็น “ความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างอย่างรุนแรง”

เจาะลึกสาเหตุ: จาก “จุดยึด” ที่สั่นคลอน สู่ “ฐานราก” ที่ผิดพลาด

หากพิจารณารายละเอียดทางเทคนิคของเหตุการณ์เครนถล่มครั้งแรก ที่ “ขารองรับเครน” หลุดออกจากจุดยึด ในทางวิศวกรรม โครงสร้างเช่นนี้ไม่ควรจะหลุดออกจากกันได้ง่าย ๆ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงความแข็งแรงของ “จุดยึด” (Anchoring) ว่าเป็นไปตามการคำนวณในแบบวิศวกรรมหรือไม่ หรือมีการข้ามขั้นตอนสำคัญไป

ส่วนในกรณีที่สอง ซึ่งเห็นหลักฐานชัดเจนกว่าที่ถนนพระราม 2 “ขารองรับเครน” เกิดการ “ทรุดตัว” ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากการวางฐานเครนในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ไปวางบนพื้นที่ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรับภาระได้ ส่งผลให้โครงสร้างเครนหักกลาง

จากหลักฐานที่มี และการตรวจสอบของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ข้อสรุปชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า มีแนวโน้มที่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าการเป็นอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง

“บิ๊กโปรเจ็กต์” กลายเป็น “เขตอันตราย” วิกฤตเชิงนโยบายที่รัฐต้องเร่งแก้ไข

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ๆ ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นสถิติที่ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไม่สามารถมองข้ามได้

หากเกิดความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราอาจมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะจุด แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นซ้ำถึง 4 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่ม, ถนนยุบจากการสร้างรถไฟฟ้า, เครนถล่มจากการสร้างรถไฟไฮสปีดที่สีคิ้ว, ไปจนถึงเครนถล่มจากการสร้างทางด่วนคร่อมถนนพระราม 2 ทั้งหมดล้วนเป็นโครงการของภาครัฐ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

เหตุการณ์เหล่านี้เป็น “สัญญาณเตือน” ที่บ่งชี้ว่า มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในโครงการใหญ่ ๆ ของประเทศ กำลังเผชิญกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระดับสากล

สามปัจจัย “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่บั่นทอนมาตรฐานงานก่อสร้างไทย

ผมได้จำแนกสาเหตุที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมของไทยอ่อนแอลงอย่างวิกฤต ออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด:

ปัจจัยด้านบุคลากร (People Factor): ปัญหานี้เริ่มต้นตั้งแต่ระดับบนสุด คือ วิศวกรผู้ออกแบบและควบคุมงาน ไล่ลงมาจนถึงผู้ควบคุมเครื่องจักร คนขับเครน และแรงงานในหน้างาน เครน Launcher ไม่ใช่เครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่กับที่เหมือนปั้นจั่นทั่วไป แต่เป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่และทำงานในที่สูง มีความซับซ้อนของสมดุลและน้ำหนัก การควบคุมเครื่องจักรประเภทนี้ต้องการ “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” อย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในหน้างาน คือผู้ควบคุมเครื่องจักรขาดความรู้ความเข้าใจในหลัก “สถิตยศาสตร์และพลศาสตร์” เพียงพอ ทำงานไปตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์ (Material & Equipment Factor): อุปกรณ์สำคัญ เช่น สลิง, รอก, และนอตยึด คือหัวใจของความปลอดภัย ผมเคยลงพื้นที่และพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ขาดความมั่นใจในมาตรฐาน นอตบางตัวเกลียวหวานจนไม่เหลือสภาพเดิม นอตบางตัวคดงอก็ยังถูกนำมาใช้งานต่อ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการละเลยและการขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด

ปัจจัยด้านเครื่องจักร (Machinery Factor): เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งคือ “เครื่องจักรมือสอง” ที่ขาดมาตรฐานสากล หลายท่านอาจไม่ทราบว่า เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทย เป็นเครนมือสองที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น เครื่องจักรเหล่านี้จะถูกขายต่อและนำมาดัดแปลง ต่อเติม โดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ เรายังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการ ควรมีความเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องจักรที่นำมาใช้งานอย่างจริงจัง

ช่องโหว่ “กฎหมาย-รับเหมาช่วง” กับการบริหารจัดการที่ต้องปรับปรุง

ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการเน้นย้ำ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย แต่เป็น “การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน” การตรวจสอบที่ขาดประสิทธิภาพ เช่น กฎหมายบังคับให้มีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีวิศวกรดังกล่าวอยู่จริงหรือไม่? และหากมีจริง วิศวกรผู้นั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ “เครน Launcher” จริงหรือไม่?

กฎหมายที่ยังขาดแคลนอย่างแท้จริง คือ “การขึ้นทะเบียนเครน” และ “การควบคุมการจ้างช่วง” (Subcontracting) ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่ประมูลงานได้ มักจะไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างด้วยตนเองทั้งหมด แต่จะจ้างต่อให้ผู้รับเหมาช่วง หรือกระจายงานให้กับผู้รับเหมารายย่อย ซึ่งการจ้างช่วงไม่ใช่เรื่องผิด หากกลุ่มผู้รับเหมาช่วงมีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกตามมาตรฐานสากล

การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง วิศวกรเป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาต และลายเซ็นในเอกสารรับรองความถูกต้องของแบบ การที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างกว้างขวางนั้น เป็นเพราะภาคปฏิบัติจริงมีความแตกต่างจากที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง

“บทลงโทษ” ที่ต้องหนักแน่น และ “การลงดาบ” ที่ต้องเห็นผลจริง

การแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และต้องยกระดับ “มาตรฐานผู้ปฏิบัติงานเครน” ให้ทัดเทียมกับวิศวกร โดยใช้หลักการ “4 ผู้” ที่ต้องผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ได้แก่

ผู้ให้สัญญาณเครน (Signalman)
ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Slinger/Rigger)
ผู้บังคับรถเครน (Crane Operator)
ผู้ควบคุมเครน (Crane Supervisor)

ในหน้างานจริง เรามักพบเห็นการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่เหล่านี้แทน คำถามคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในจุดนี้หรือไม่?

บทลงโทษต้องมีความหนักหน่วงและจริงจัง เพราะความบกพร่องที่เกิดขึ้นถือว่าร้ายแรง กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรายังขาดระบบ “Blacklist” ที่เข้มข้น ผู้รับเหมาที่ทำผิดมักไม่ถูกลงโทษอย่างจริงจัง มีเพียงการจัดชั้นผู้รับเหมา หรือการลดชั้น/ตัดแต้ม ซึ่งเพิ่งจะมีการออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ถือว่าล่าช้าเกินไป

บางครั้ง แม้จะมีกฎหมาย แต่ผู้รับเหมาก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย ๆ ด้วยการปิดบริษัทที่มีปัญหา แล้วจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่ออื่นเพื่อประมูลงานใหม่ ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้รัฐต้องเร่งเข้ามาจัดการ

ความกังวลต่อ “นอมินีทุนต่างชาติ” ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

อีกประเด็นที่ผมมีความกังวลอย่างยิ่ง คือ การที่ “ทุนต่างชาติ” แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อเข้าประมูลรับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย โดยใช้วิธี Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย และให้บริษัทไทยเป็นผู้ดำเนินการในนาม

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การตัดราคาประมูลที่ต่ำเกินจริงเพื่อแย่งชิงงาน ทำให้ผู้รับเหมาไทยบางรายต้องยอมรับงาน เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งกำไร โดยไม่ต้องลงมือทำเอง

ผลเสียที่ตามมาคือ ความปลอดภัยและมาตรฐานงานก่อสร้าง ที่ลดลง จากการที่ต้องกดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทั้งในส่วนของแรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องจักร

ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด” เพื่อแก้ไขวิกฤตงานก่อสร้างไทยอย่างยั่งยืน

หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ขอเสนอทางออกเร่งด่วนที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด” เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน:

กระดุมเม็ดที่หนึ่ง: ค้นหาความจริงโดย “คนกลาง” ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง
ต้องมีคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่ใช่การตรวจสอบกันเอง เพื่อหาสาเหตุเชิงลึกในทางวิศวกรรม หากจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ไม่ถูกต้อง หรือมีอคติ เราจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

กระดุมเม็ดที่สอง: กำหนด “บทลงโทษที่เด็ดขาด” และ “เชือดไก่ให้ลิงดู”
บริษัทที่ทำผิดซ้ำซาก ควรถูกพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือตัดสิทธิในการประมูลงานอย่างถาวร เพื่อเป็นบรรทัดฐานและบทเรียนให้กับผู้รับเหมาทุกราย

กระดุมเม็ดที่สาม: เร่ง “ปิดช่องโหว่กฎหมาย” และ “เท่าทันเทคนิคการลดต้นทุน”
รัฐต้องมีความเข้าใจและเท่าทันเทคนิคการลดต้นทุนของผู้รับเหมา กฎกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานการณ์เช่นนี้ กระทรวงคมนาคมสามารถออกประกาศบังคับใช้ได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง ในการบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมการจ้างช่วงให้รัดกุม

อย่าให้ขั้นตอนราชการกลายเป็นอุปสรรค หรือเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างของประเทศไทยให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือในระดับสากล

หากคุณคือผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เราขอเชิญชวนให้ท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ร่วมกันสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือให้กับวงการก่อสร้างไทย.

Previous Post

D2701115 วยแม หน วย(ละครส น) หน งส นด BSC part2

Next Post

D2701114 ความล บของเเม (ละครส น) หน งส นด BSC

Next Post
D2701114 ความล บของเเม (ละครส น) หน งส นด BSC

D2701114 ความล บของเเม (ละครส น) หน งส นด BSC

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.