ประเทศไทย: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต – กลยุทธ์รับการลงทุนสหรัฐและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 แกนใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของตลาดประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า รวมถึงคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในประเทศไทย ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทิศทางการลงทุนมหาศาลของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไทย: สัญญาณแห่งการเติบโต
จากการประเมิน ณ สิ้นปี 2568 พบว่า ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีพื้นที่รวมกว่า 221,788 ไร่ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการว่างของที่ดินลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและความน่าสนใจของตลาดที่ดินอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ ยังมีที่ดินอีกกว่า 18,367 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ รองรับการเติบโตในอนาคต
ในส่วนของอาคารสำเร็จรูปสำหรับอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) มีพื้นที่รวมประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร โดยในไตรมาส 4 ของปี 2568 ไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด ส่งผลให้อัตราการว่างเฉลี่ยลดลงอย่างมาก เหลือประมาณ 9.53% ซึ่งลดลงถึง 18.62% จากไตรมาสก่อนหน้า บ่งชี้ถึงความต้องการที่สูงเกินกว่าอุปทานที่มีอยู่
เช่นเดียวกันกับคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) ที่มีพื้นที่รวมเพิ่มขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร ณ สิ้นปี 2568 อัตราการว่างเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.23% ลดลง 11.50% จากไตรมาสก่อนหน้า สถิติเหล่านี้ยืนยันถึงแนวโน้มเชิงบวกของอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในภาคอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมของไทย ซึ่งอาจจะมีการชะลอตัวบ้างในช่วงต้นปีถึงไตรมาส 3 ของปี 2568 จากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่โดยรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพและน่าดึงดูดสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมในภูมิภาค
สหรัฐฯ กับการรีเซ็ตโครงสร้างอุตสาหกรรม: 5 แกนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ทิศทางการลงทุนและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารชุดใหม่ ซึ่งได้อัดฉีดงบประมาณและเงินลงทุนมหาศาลเพื่อกำหนดตำแหน่งของตนเองในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่ 5 แกนหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่
AI & Digital Infrastructure: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบดิจิทัล เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการแข่งขันในเวทีโลก
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การยกระดับภาคการผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทคโนโลยีทุกประเภท
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและแหล่งพลังงานที่เสถียรในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Small Modular Reactors (SMRs) ที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต
BioScience & Life Sciences: การพัฒนาอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ ที่ไม่เพียงแต่เพื่อสุขภาพ แต่ยังหมายรวมถึงความมั่นคงของประเทศในมิติของความปลอดภัยทางชีวภาพ
Defense & Security Technology: การลงทุนในเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ซึ่งเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
“โลกยุคใหม่ต้องอาศัย AI และ Semiconductor ต้องพึ่งพาพลังงานปริมาณมหาศาล และต้องเป็นพลังงานที่มีความเสถียรในระยะยาว ทำให้ SMRs ถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานยุคใหม่ ขณะที่ BioScience ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมสุขภาพ สู่ประเด็นความมั่นคงของประเทศ” ความเข้าใจในทิศทางนี้เป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนการลงทุนและพัฒนาประเทศ
ด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงบประมาณกลาโหมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ การลงทุนเหล่านี้สะท้อนแนวคิด “De-risking” หรือการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่ไปกับการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความพร้อม เชื่อถือได้ และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ (Friend-shoring)
ประเทศไทย: โอกาสเชิงโครงสร้างในฐานะ Strategic Industrial & Logistics Hub
ในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเรามี Ecosystem หรือระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ท่าเรือ สายโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตให้กับอุตสาหกรรมระดับโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรเลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง แต่ก็จะกระจายงานด้านการผลิต การประกอบ และการขยายกำลังการผลิตออกไปยังต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า
การอัดฉีดงบประมาณการลงทุนของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับประเทศที่มีความพร้อมในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Supply Chain ที่แข็งแกร่ง
กลยุทธ์ 4 ด้าน เพื่อคว้าโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่จากสหรัฐฯ
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค (Strategic Industrial & Logistics Hub) และคว้าโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการยกระดับและปรับปรุงใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนในแหล่งพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ความต้องการไฟฟ้ากำลังสูงและมีความเสถียรสำหรับการขยายตัวของ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่สามารถการันตีความพร้อมด้านพลังงานในระยะยาว จะได้รับความได้เปรียบอย่างมหาศาล
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง: การพัฒนาและยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้มีระบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technologies) และอุตสาหกรรมใหม่ๆ (Emerging Industries) เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, EV & Battery, Bio-manufacturing, และ Data Center การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุน
ความรวดเร็วในการอนุมัติและนโยบายที่ชัดเจน: การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับการยื่นเอกสารไปจนถึงการได้รับอนุญาต เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ความชัดเจนเชิงนโยบายจากระดับรัฐบาล ที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระดับโลก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ การมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ตรงจุดและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
การพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต: การพัฒนาทักษะของแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีชั้นสูง (High-tech fields), Bio-manufacturing, Advanced Manufacturing, และ AI เป็นภารกิจเร่งด่วน รัฐบาล สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ต้องร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แนวโน้มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่น่าจับตามองในปี 2569:
Electronics & Semiconductor parts: การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ จะยังคงเป็นที่ต้องการสูง จากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
EV & Battery: อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เป็นอีกหนึ่งดาวเด่น ที่จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
Data Center & Digital Infrastructure: การขยายตัวของ Data Center เพื่อรองรับข้อมูลและบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน
Bio-manufacturing & Medical Supply: อุตสาหกรรมการผลิตชีวภาพและเวชภัณฑ์ จะมีความสำคัญมากขึ้น จากความต้องการด้านสุขภาพและความมั่นคงทางชีวภาพ
Advanced Logistics & Cold Chain: การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ขั้นสูง โดยเฉพาะระบบ Cold Chain สำหรับการขนส่งสินค้าที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก
บทสรุปและก้าวต่อไป:
การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคต และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนมหาศาลของสหรัฐฯ นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เร่งสร้างความแข็งแกร่งใน 4 ด้านหลักที่กล่าวมาข้างต้น
การคว้าโอกาสนี้ ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หากคุณคือกำลังสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ การทำความเข้าใจทิศทางเหล่านี้และเตรียมพร้อมรับมือ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการคว้าโอกาสแห่งอนาคต ลองพิจารณาถึงศักยภาพของพื้นที่ธุรกิจของคุณ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

