ไทยกำลังก้าวสู่ยุคทองแห่งอุตสาหกรรม: โอกาสทองจากการลงทุนสหรัฐและการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจยุคใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 และแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 บ่งชี้ถึงโอกาสครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคและประเทศไทย
ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมไทย: สัญญาณแห่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง
จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 เราเห็นสัญญาณที่น่าสนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมของไทย แม้ว่าภาพรวมที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมจะยังคงมีพื้นที่ว่างอยู่บ้าง แต่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการครอบครองพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 6.52% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้ ราคาที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมก็มีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่มากขึ้น
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ตลาดโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 เราไม่พบซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดเลย แต่พื้นที่รวมของ RBFs ยังคงมีอยู่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราการว่างเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 9.53% ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่เหนือกว่าอุปทานอย่างชัดเจน
ขณะที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) ก็มีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน โดยมีพื้นที่รวมเพิ่มขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร และมีอัตราการว่างเฉลี่ยลดลงเหลือ 15.23% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการด้านโลจิสติกส์ที่ครบวงจร
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากทิศทางการลงทุนของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของตนเอง
สหรัฐอเมริกา: การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต
“พงษ์พันธ์ พลอยเพ็ชร” หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การ “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ด้วยการทุ่มงบประมาณและการลงทุนจำนวนมหาศาล เพื่อวางตำแหน่งของสหรัฐฯ ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การลงทุนของสหรัฐฯ จะมุ่งเน้นไปที่ 5 แกนหลักสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และมีความเชื่อมโยงกับความต้องการที่จะ “ลดความเสี่ยง” (De-risking) ของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ทุกอุตสาหกรรมจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์ขั้นสูง
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และระบบป้องกันประเทศ
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงาน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ การพัฒนาพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ เช่น Small Modular Reactors (SMRs) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต
BioScience & Life Sciences: ภาคชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ จะได้รับการยกระดับจากอุตสาหกรรมสุขภาพ สู่ประเด็นความมั่นคงของชาติ ครอบคลุมถึงการผลิตยา วัคซีน และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันและรักษาความปลอดภัย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงบประมาณกลาโหม แต่เป็นเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “De-risking” และ “Friend-shoring” ซึ่งเป็นการกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไปยังประเทศที่มีความพร้อม เชื่อถือได้ และมีความปลอดภัยทางยุทธศาสตร์
ไทย: โอกาสเชิงโครงสร้างในฐานะ “Strategic Industrial & Logistics Hub”
สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้:
Ecosystem ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน: ประเทศไทยมีระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นิคมอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ท่าเรือระดับโลก เครือข่ายซัพพลายเชนระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการเป็นฐานการผลิตให้กับอุตสาหกรรมระดับโลก
การกระจายฐานการผลิต: ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรเลือกที่จะรักษาการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง พวกเขาก็พร้อมที่จะกระจายงานด้านการผลิตและการประกอบออกนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับประเทศไทย
ความพร้อมด้านพลังงานและเทคโนโลยี: การลงทุนมหาศาลของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศที่มีความพร้อมด้านพลังงานที่เสถียร โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง
4 ความพร้อมสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ
เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสทองครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเอง จากการเป็นเพียงฐานการผลิต สู่การเป็น “Strategic Industrial & Logistics Hub” ที่มีความสำคัญยิ่งยวดในภูมิภาค และต้องเร่งสร้างความชัดเจนใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: นี่คือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น Data Center และโรงงานผลิตขั้นสูง การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จะเป็นกุญแจสำคัญ
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ประเทศไทยต้องพัฒนาและยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Industries) และอุตสาหกรรมใหม่ (Emerging Industries) ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย และมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง
ความรวดเร็วในการอนุมัติและการดำเนินงาน: ปัจจัยด้านเวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ ใบอนุญาต และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับนักลงทุน
การพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต: การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0 ต้องการแรงงานที่มีทักษะและความรู้ที่ทันสมัย การลงทุนในการพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง (High-Tech Skills), ด้านชีววิทยาศาสตร์ (Bio-related Skills), และด้านการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing Skills) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แรงงานไทยสามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้
แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายปี 2569
จากปัจจัยข้างต้น เราคาดการณ์ว่าในปี 2569 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของสหรัฐฯ ได้แก่:
Electronics & Semiconductor Parts: ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัจฉริยะ
EV & Battery: อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เป็นเทรนด์สำคัญระดับโลก ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค
Data Center & Digital Infrastructure: การขยายตัวของ Data Center เป็นผลโดยตรงจากความต้องการในการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและพลังงานที่เสถียร
Bio-manufacturing & Medical Supply: อุตสาหกรรมชีวภาพ การผลิตยาและเวชภัณฑ์ จะมีความสำคัญมากขึ้น ในฐานะส่วนหนึ่งของความมั่นคงด้านสาธารณสุข
Advanced Logistics & Cold Chain: โลจิสติกส์ขั้นสูงและระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) จะมีความต้องการสูงขึ้น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงและสินค้าที่เน่าเสียง่าย
โอกาสสำหรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะครอบคลุมทั้งโรงงานแบบ Built-to-Suit ขนาดใหญ่ โรงงานที่สร้างขึ้นตามความต้องการของลูกค้า (Custom-built factories) รวมถึงพื้นที่สำหรับ Data Center และคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับสนามบินและท่าเรือได้สะดวก
ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้าน การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืน รวมถึง น้ำสะอาด จะมีความได้เปรียบอย่างมากในการเข้าถึงความต้องการของตลาดเหล่านี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ Data Center ต้องการแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่เพียงโอกาส แต่เป็นความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ การมุ่งมั่นพัฒนา 4 ด้านหลักที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
หากท่านเป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่จะศึกษาข้อมูล วางแผนกลยุทธ์ และเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสทองนี้. อย่ารอช้า! ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึก และร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับอุตสาหกรรมไทยไปพร้อมกัน

