อสังหาริมทรัพย์: กลยุทธ์ปรับตัวของ LH ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจปี 2569
ในภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนและผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ได้ประกาศปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รอบด้าน นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหารของ LH ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ประคองตัว” ผ่านการบริหารจัดการสภาพคล่อง ลดระดับสินค้าคงค้าง และชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ ซึ่งยังคงมีปริมาณซัพพลายในตลาดค่อนข้างสูง ประกอบกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นถึง 30% ในทุกระดับราคา
การปรับกลยุทธ์เชิงรุก: เปิด 2 โครงการแนวราบ มูลค่า 3.6 พันล้านบาท
ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายนี้ LH ได้วางแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เพียง 2 โครงการในปี 2569 ด้วยมูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวโครงการใหม่ที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี โดยทั้งสองโครงการเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตลาดในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือโครงการ “นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก” บ้านเดี่ยวระดับบน มูลค่า 2,220 ล้านบาท ที่มีราคาขายระหว่าง 60-100 ล้านบาท เปิดตัวในไตรมาส 1 และโครงการ “ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน” บ้านเดี่ยวระดับกลาง ราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่า 1,440 ล้านบาท ที่มีกำหนดเปิดตัวในไตรมาส 4
เมื่อรวมกับโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างดำเนินการ LH จะมีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยกว่า 80% เป็นโครงการแนวราบ สะท้อนถึงทิศทางที่ชัดเจนของบริษัทในการให้ความสำคัญกับตลาดบ้านเดี่ยวและที่ดินเปล่า
การลงทุนใหม่: มุ่งเน้นธุรกิจโรงแรม เพิ่มพอร์ตรายได้ประจำ
นอกเหนือจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยแล้ว LH ยังได้ประกาศปรับกลยุทธ์โดยการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมอย่างมีนัยสำคัญ นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดสรรงบประมาณ 2,500 ล้านบาท เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายเครือโรงแรม Grande Centre Point
“Grande Centre Point Voyage” โรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยห้องพัก 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ถือเป็นโครงการที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การบริการ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา “Grande Centre Point Chinatown” ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571 การลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระจายความเสี่ยง แต่ยังเป็นการสร้างแหล่งรายได้ประจำที่มั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
การบริหารการเงินที่แข็งแกร่ง: ลดหนี้สินต่อทุน เพิ่มสภาพคล่อง
ภายใต้แผนงานปี 2569 LH ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทได้ตั้งงบประมาณ 2,000 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่ามีที่ดินสำรองเพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ในด้านการเงิน นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้ชี้แจงว่า LH ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและมีสินทรัพย์ลงทุนที่มีมูลค่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 13,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้ในการดำเนินงาน โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิให้เหลือประมาณ 1 เท่า ณ สิ้นปี 2569
การที่ LH สามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82% ในขณะที่ออกหุ้นกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการแข่งขัน
มองการณ์ไกล: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและบริการ
ปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการของ LH ประกอบด้วยโครงการที่อยู่ภายใต้การบริหาร 17 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงแรม Grande Centre Point 9 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง และอพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง แม้ว่ารายได้รวมในปีที่ผ่านมาคาดว่าจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป แต่การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่ลุมพินีและราชดำริ ซึ่งดำเนินการได้เร็วกว่าแผน ได้ช่วยชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปบางส่วน
ความท้าทายและโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
นายนพร ยอมรับว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังผันผวน หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก แม้จะไม่กระทบโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด
อย่างไรก็ตาม LH ไม่ได้มองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงอุปสรรค แต่เป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว การเน้นการบริหารจัดการต้นทุน ลดระดับหนี้สิน และการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในธุรกิจโรงแรม เป็นกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มีประสบการณ์
บทสรุป: อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 – ความยืดหยุ่นคือกุญแจสำคัญ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 บทบาทของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและการเติบโต การเน้นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้ประจำที่มั่นคง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพลวัตของตลาด
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน การทำความเข้าใจกลยุทธ์ของบริษัทชั้นนำอย่าง LH จะช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย ในภาวะปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน อสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพ หรือ อสังหาริมทรัพย์ เชียงใหม่ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ.

