ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: กลยุทธ์ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” รับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นแนวราบ สู่การเติบโตในธุรกิจโรงแรม
ในปี 2569 วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน นำโดยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ควบคู่ไปกับปัจจัยภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานครั้งสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่สูง
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์: ความท้าทายที่คาดเดาได้ยาก
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหารของ LH ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า ตลาดในปีนี้ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ คือ หนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ช่วงเวลาที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน
“เรายังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนที่จะเข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้” นายนพร กล่าวเสริม “ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นอีกปีที่เราต้องเน้นการบริหารจัดการเพื่อประคับประคองธุรกิจ ลดระดับสินค้าคงค้าง และบริหารจัดการหนี้สินต่อทุนอย่างมีประสิทธิภาพ”
กลยุทธ์ “เพลย์เซฟ” ในธุรกิจที่อยู่อาศัย: เปิดตัวโครงการแนวราบ ลดทอนคอนโดมิเนียม
เพื่อตอบสนองต่อสภาพตลาด LH จึงได้ตัดสินใจปรับกลยุทธ์การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 โดยจะเน้นการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบเพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งเป็นการชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์อย่างมีนัยสำคัญ
“ในปี 2568 เราได้เปิดตัวโครงการไปถึง 3 โครงการ มูลค่ากว่า 8,960 ล้านบาท แต่ในปีนี้ เราจะเปิดตัวเพียง 2 โครงการ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี” นายนพร กล่าว “การตัดสินใจนี้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่เอกชนต้องแบกรับภาระมานานกว่าทศวรรษ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ชะลอตัว แม้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยใหม่ที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาพรวม”
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ LH ชะลอการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม คือ การที่ตลาดมีปริมาณซัพพลายคงค้างค่อนข้างมาก ประกอบกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่สูงถึง 30% ในทุกระดับราคา สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค
การลงทุนในธุรกิจโรงแรม: ก้าวสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
ท่ามกลางความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ LH ได้ปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยหันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง
“เรามองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้มีความท้าทายมากกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เสียอีก” นายนพร กล่าวเปรียบเทียบ “ในวิกฤตครั้งนั้น กลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบ แต่ผู้บริโภคยังมีความแข็งแรง เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจก็สามารถฟื้นตัวได้ แต่ในปัจจุบัน กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อระดับกลางถึงล่างกลับซึมมาตลอด และกำลังซื้ออ่อนแอ”
“เราหวังว่าหลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สถานการณ์ต่างๆ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น” นายนพร กล่าวเสริม
รายละเอียดโครงการใหม่และแผนการลงทุน
นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานในปี 2569 โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง-บน 2 โครงการ ได้แก่:
นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี ตั้งอยู่บนพื้นที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาขายตั้งแต่ 60-100 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,220 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2569
ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาขายระหว่าง 10-13 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,440 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569
เมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด LH จะมีโครงการที่อยู่อาศัยรวม 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการ คือ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 ของปี 2569
นอกเหนือจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย LH ยังได้เตรียมงบประมาณลงทุนไว้ประมาณ 4,500 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 2,000 ล้านบาท และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ Grande Centre Point
การขยายธุรกิจโรงแรม: Grande Centre Point พร้อมเติบโต
การลงทุนในธุรกิจโรงแรมของ LH ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ 2 แห่ง ได้แก่:
Grande Centre Point Voyage: โรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดในเครือ ตั้งอยู่ที่พัทยา มีขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งนับเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม โดยมีแผนเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2569
Grande Centre Point Chinatown: โรงแรมอีกแห่งที่จะเข้ามาเสริมทัพธุรกิจโรงแรมของ LH ในย่านเยาวราช โดยมีแผนเปิดให้บริการในปี 2571
นอกจากนี้ LH ยังมีแผนการออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net Gearing Ratio) จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ
เป้าหมายทางการเงินปี 2569
สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2569 นายอาชวิณ ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ที่ 17,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าคาดการณ์ไว้ที่ 9,900 ล้านบาท
สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง: การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ยืนยันว่า LH ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ด้วยการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่
“ในปีที่ผ่านมา เราได้ออกหุ้นกู้รวมมูลค่า 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้เดิม และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินงาน” นายวิทย์ กล่าว
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt to Equity Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82%
พอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าและบริการ
ปัจจุบัน LH มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าและบริการที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการจำนวน 17 แห่ง ประกอบด้วย:
โรงแรม Grande Centre Point: 9 แห่งเปิดดำเนินการแล้ว โดย 6 แห่งได้ขายเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และอีก 2 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง โดย 2 แห่งได้ขายเข้ากองทรัสต์
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
“ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้รวมจะลดลงประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน” นายวิทย์ อธิบาย “นอกจากนี้ การขายสินทรัพย์เพื่อการเช่าบางส่วนก็ส่งผลให้รายได้จากอาคารเหล่านั้นหายไป อย่างไรก็ตาม การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ที่ลุมพินีและราชดำริเร็วกว่าแผน ได้ช่วยชดเชยรายได้บางส่วนได้อย่างมีนัยสำคัญ”
มองไปข้างหน้า: การปรับตัวในยุคแห่งความไม่แน่นอน
จากกลยุทธ์และการปรับตัวของ LH ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคที่ตลาดมีความผันผวนสูง การกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพและสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น ธุรกิจโรงแรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกำลังพิจารณาทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย การติดตามความเคลื่อนไหวและกลยุทธ์ของบริษัทชั้นนำอย่าง LH จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการประกอบการตัดสินใจ
คุณคือเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญความท้าทาย หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการเติบโต? การทำความเข้าใจแนวโน้มตลาดและกลยุทธ์การปรับตัวของผู้นำอุตสาหกรรมเช่นนี้ จะช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้

