ศุภาลัย: กลยุทธ์ทะลุฟ้า คอนโดมิเนียม ปี 2569 ท่ามกลางกำลังซื้อที่ท้าทาย
กรุงเทพมหานคร, 19 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศจุดยืนอันแน่วแน่ในการบุกตลาดคอนโดมิเนียมอย่างเต็มกำลังในปี 2569 โดยไม่หวั่นไหวต่อภาวะกำลังซื้อที่ชะลอตัว และการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ “ปี 2568 ถือเป็นปีที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 20 ปีสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย อย่างไรก็ตาม เราเชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวและเติบโตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกของปี “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” มูลค่า 3,000 ล้านบาท
การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ: ศุภาลัยกับวิสัยทัศน์ระยะยาว
นายไตรเตชะยอมรับว่า การบริหารจัดการในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ระยะยาว การรักษาเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา “แม้ว่าตลาดจะผันผวน แต่เรายังคงเดินหน้าลงทุนในที่ดินคุณภาพ และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถนำเสนอในราคาที่เข้าถึงได้ โดยอาศัยความแข็งแกร่งทางการเงินของเราเอง” เขากล่าวเสริม “สภาพคล่องที่ดียังช่วยให้เราคว้าโอกาสในการซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัว เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จาก 3 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน และต้องสามารถปรับเปลี่ยนทั้งในด้านราคา โปรดักต์ ทำเล และสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกัน”
ความมั่นใจในตลาดคอนโดมิเนียม: โอกาสใหม่ที่รออยู่
สำหรับปี 2569 นายไตรเตชะแสดงความมั่นใจว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะไม่เผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเท่ากับปีที่ผ่านมา หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก “เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพในการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ไทยยังคงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคอนโดมิเนียม” เขาอธิบาย “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ 0.01% ซึ่งขยายเวลาไปจนถึงกลางปี 2569 นี้ ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาด”
ด้วยเหตุนี้ ศุภาลัยจึงวางแผนที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ให้มากขึ้นในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีการเปิดตัวไป 4 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันศุภาลัยมีมูลค่าโครงการคอนโดมิเนียมสะสมในพอร์ตประมาณ 16,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3,000-4,000 ยูนิต นอกจากนี้ ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายเฉลี่ยมากกว่า 50% โดยเฉพาะโครงการ “ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ” ที่มียอดขายกว่า 60% และเตรียมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 นี้
“ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์”: การเปิดตัวที่สะท้อนความเข้าใจตลาด
โครงการ “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” ซึ่งเป็นโครงการแรกของปีนี้ มูลค่า 3,000 ล้านบาท เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์ของศุภาลัย โครงการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า MRT ท่าพระ เพียง 150 เมตร และเป็นหนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์แรกๆ ที่มีความสูงโดดเด่นในย่านนี้ “เรามองเห็นศักยภาพของทำเลท่าพระ ที่ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม แต่ยังเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน” นายไตรเตชะกล่าว “ด้วยราคาเริ่มต้น 2.15 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 75,700 บาทต่อตารางเมตร ทำให้โครงการนี้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยทำงานที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง, Young Family ที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก หรือขยับขยายครอบครัว และนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่น่าสนใจ”
โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย 2 อาคาร สูง 31 และ 32 ชั้น รวม 910 ยูนิต พร้อมพื้นที่ร้านค้า 3 ยูนิต โดยมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 33-67.5 ตารางเมตร เน้นการออกแบบห้องครัวแบบปิด (Closed Kitchen) ที่เป็นสัดส่วน “จากการสำรวจพบว่า ท่าพระเป็นหนึ่งใน 10 ทำเลที่คนนิยมค้นหามากที่สุด มีค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 12,500 บาทต่อเดือน คิดเป็นผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 5-7% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการลงทุนที่ยังเติบโตในระยะยาว”
การตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป: มากกว่าแค่ห้องนอนเดียว
ศุภาลัยได้วิเคราะห์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานศึกษา และการใช้คอนโดมิเนียมเป็น “บ้านหลังแรกและหลังเดียว” มากขึ้น “เราจึงได้เพิ่มสัดส่วนของห้องแบบ 1 ห้องนอน พลัส (1 Bedroom Plus) และ 2 ห้องนอน ในโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย” นายไตรเตชะอธิบาย “โดยในโครงการ ‘ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์’ เราจัดสัดส่วนห้อง 1 ห้องนอน พลัส ไว้ที่ 21% และ 2 ห้องนอน ที่ 36% ซึ่งมากกว่าห้องแบบ 1 ห้องนอนที่มีเพียง 43% ของยูนิตทั้งหมด”
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นจากความสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา เช่น “ศุภาลัย ปาร์ค ราชพฤกษ์-เพชรเกษม” ซึ่งยูนิตแบบ 2 ห้องนอน มียอดขายหมดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระดับราคา 70,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ศุภาลัยมุ่งเน้น “การเพิ่มขนาดห้องให้ใหญ่ขึ้นและมีห้องนอนมากขึ้นเป็นธีมหลักของศุภาลัยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่เริ่มใช้คอนโดมิเนียมเป็นบ้านหลังแรกและหลังเดียวมากขึ้น ดังนั้น คอนโดมิเนียมที่มี 2 ห้องนอนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเราเชื่อว่านี่จะเป็นเทรนด์สำคัญที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในอนาคต”
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ: ปัญหา “กู้แบงก์ไม่ผ่าน”
แม้ว่าแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 จะดูสดใส แต่ นายไตรเตชะ ยังคงแสดงความกังวลต่ออัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 40% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด “ธนาคารส่วนใหญ่ยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีคุณสมบัติแข็งแกร่ง มีภาระหนี้สินน้อย และมีรายได้สูง ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยประสบปัญหาในการขอสินเชื่อ” เขากล่าว “หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขในระยะยาว จะส่งผลให้ปริมาณผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเข้าสู่ตลาดลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง”
นายไตรเตชะได้อธิบายความแตกต่างของปัญหาการขอสินเชื่อระหว่างโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมว่า “ลูกค้าที่ซื้อบ้านเดี่ยวในราคา 3 ล้านบาท มักจะมีภาระทางการเงินอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การผ่อนรถ และมักจะมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนที่มีรายได้มารวมกัน ทำให้โอกาสในการอนุมัติสินเชื่อค่อนข้างสูง” ในทางกลับกัน “สำหรับลูกค้าคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กันเพียง 2 คน รายได้รวมกันอาจไม่สูงพอที่จะผ่านเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร” เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สำหรับลูกค้าของศุภาลัย อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสำหรับโครงการบ้านเดี่ยวนั้นอยู่ที่ประมาณ 20% ในขณะที่คอนโดมิเนียมสูงถึง 40% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดคอนโดมิเนียมมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยนี้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด”
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมือง
ด้วยปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ นายไตรเตชะจึงได้ฝากข้อเสนอแนะสำคัญถึงภาครัฐ เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี 2 ประเด็นหลัก คือ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม: เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการเชื่อมต่อและการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในกรุงเทพมหานคร “การสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ๆ นั้น แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แต่ก็เป็นการสนับสนุนการเดินทางนอกวงโคจรของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองเป็นหลัก” เขากล่าว
การเร่งรัดการบังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่: นายไตรเตชะกล่าวถึงผังเมืองฉบับใหม่นี้ว่า “เป็นฉบับที่น่าจับตามองที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการปลดล็อกข้อจำกัดในการก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น” โดยคาดการณ์ว่า โอกาสที่จะได้เห็นการนำผังเมืองใหม่นี้มาบังคับใช้จริงน่าจะเกิดขึ้นในปี 2570 หลังจากที่ถูกชะลอมาเป็นเวลากว่า 3 ปี
ก้าวต่อไป: การตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่าทศวรรษ ผมเห็นว่าศุภาลัยกำลังดำเนินกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด โดยการผสมผสานระหว่างการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพ การพัฒนาโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และการบริหารจัดการทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อก้าวข้ามผ่านความท้าทายของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ใช่ หรือต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า การศึกษาข้อมูลโครงการใหม่ๆ ของศุภาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพเช่น “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” และการพิจารณาถึงเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เน้นความสะดวกสบายและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย จะเป็นก้าวสำคัญในการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับอนาคตของคุณ
อย่าพลาดโอกาส! เยี่ยมชมโครงการ “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” หรือติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญของศุภาลัย เพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายของคุณได้แล้ววันนี้.

