ศุภาลัย: กลยุทธ์คอนโดมิเนียมปี 2569 ท่ามกลางกำลังซื้อที่ท้าทาย
ในโลกของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแนวทางการบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ของ บมจ.ศุภาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกหนักในตลาด คอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสกำลังซื้อที่ยังคงอ่อนแรง
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: วิกฤตการณ์และความหวังในปี 2569
“ปี 2568 ถือเป็นปีที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบสองทศวรรษสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่ในขณะเดียวกัน “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย ได้ฉายภาพความเชื่อมั่นว่า “ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวและโอกาสที่ดียิ่งขึ้น” ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มาจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านและประสบการณ์อันยาวนานในการบริหารจัดการวิกฤต
ศุภาลัยเผชิญกับความท้าทายในปีที่ผ่านมาด้วยการปรับกลยุทธ์การซื้อที่ดินอย่างรอบคอบ การวางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ยืดหยุ่น และการเรียนรู้จากบทเรียนของผู้ประกอบการรายอื่นๆ การรักษาเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งทำให้บริษัทสามารถคว้าโอกาสในการเข้าซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสม แม้ในยามที่ตลาดซบเซา การปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ศุภาลัยยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้
“สภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง คือ รากฐานสำคัญที่ทำให้เราสามารถผ่านพ้นปีที่ยากลำบากมาได้” คุณไตรเตชะกล่าว “เราไม่ได้มองแค่ปีนี้ แต่เรามองการณ์ไกลถึง 3-5 ปีข้างหน้า การปรับตัวไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองต่อความต้องการปัจจุบันของลูกค้า แต่คือการคาดการณ์และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ทั้งในแง่ของราคา โปรดักต์ ทำเล และสิ่งอำนวยความสะดวก”
ความมั่นใจในตลาดคอนโดมิเนียม: การตอบสนองต่อมาตรการรัฐและเทรนด์ผู้บริโภค
สำหรับปี 2569 ศุภาลัยมีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่าตลาด คอนโดมิเนียม จะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ การผ่อนปรนมาตรการ LTV (Loan-to-Value) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งได้รับการขยายเวลาต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระทางการเงินของผู้ซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
“เราคาดการณ์ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 จะมีทิศทางที่ดีกว่าปี 2568 อย่างแน่นอน” คุณไตรเตชะยืนยัน “การเปิดตัวโครงการใหม่ของเราในปีนี้ จะเน้นหนักไปที่โครงการแนวสูง โดยเฉพาะ คอนโดมิเนียมกรุงเทพ ที่เป็นทำเลศักยภาพสูง”
ศุภาลัยตั้งเป้าหมายการเปิดตัวโครงการ คอนโดมิเนียมใหม่ 2569 ให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2568 บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมไปแล้ว 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท และมีมูลค่าในพอร์ตคอนโดมิเนียมสะสมถึง 16,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3,000-4,000 ยูนิต นอกจากนี้ ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอนอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายเฉลี่ยมากกว่า 50% โดยเฉพาะโครงการ “ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ” ที่มียอดขายกว่า 60% และพร้อมทยอยโอนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569
“ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์”: โครงการคอนโดมิเนียมศักยภาพสูงใจกลางเมือง
เพื่อเป็นการประเดิมศักราชใหม่ ศุภาลัยได้เปิดตัวโครงการ “ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” มูลค่า 3,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า MRT ท่าพระ ในระยะเพียง 150 เมตร จุดเด่นของโครงการนี้คือการเป็นหนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากที่สุด และเป็นอาคารสูงที่สามารถสร้างได้ในย่านท่าพระ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
โครงการ “ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 2 อาคาร อาคาร A สูง 31 ชั้น และอาคาร B สูง 32 ชั้น รวมจำนวนยูนิตพักอาศัยทั้งสิ้น 910 ยูนิต พร้อมพื้นที่ร้านค้าอีก 3 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 33-67.5 ตารางเมตร โดยมีจุดเด่นที่การออกแบบครัวปิดที่แยกเป็นสัดส่วน ราคาเริ่มต้นเพียง 2.15 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 75,700 บาทต่อตารางเมตร
“เรามองเห็นศักยภาพของทำเลท่าพระ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 อันดับทำเลที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด” คุณไตรเตชะอธิบาย “อัตราค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12,500 บาทต่อเดือน คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 5-7% ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนปล่อยเช่าในระยะยาว”
กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ วัยทำงานที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง Young Family ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่ขยายตัว และนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ศุภาลัยได้สำรวจพบว่าลูกค้าประมาณ 1 ใน 5 เลือกทำเลที่สะดวกต่อการเดินทางไปยังสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเป็นบ้านหลังแรกและหลังเดียวที่เพิ่มมากขึ้น
การปรับกลยุทธ์ห้องพัก: ตอบโจทย์เทรนด์ “คอนโดฯ เป็นบ้านหลังแรก”
จากการสำรวจความต้องการของตลาดอย่างใกล้ชิด ศุภาลัยได้ปรับเพิ่มสัดส่วนของห้องพักขนาด 1 ห้องนอนพลัส (1 Bedroom Plus) และ 2 ห้องนอนในโครงการ “ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” โดยมีสัดส่วน 21% และ 36% ตามลำดับ จากห้องขนาด 1 ห้องนอนที่มีเพียง 43% ของยูนิตทั้งหมด
“ความต้องการห้องขนาด 2 ห้องนอนในตลาดคอนโดมิเนียมกำลังเติบโตอย่างเห็นได้ชัด” คุณไตรเตชะกล่าว “โครงการอย่าง ‘ปาร์ค ราชพฤกษ์-เพชรเกษม’ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายูนิตขนาด 2 ห้องนอนในราคาประมาณ 70,000-80,000 บาทต่อตารางเมตรนั้น เป็นที่ต้องการสูงและถูกดูดซับไปอย่างรวดเร็ว”
การเพิ่มสัดส่วนห้องพักขนาดใหญ่ขึ้นและห้องแบบ 2 ห้องนอน ถือเป็นกลยุทธ์หลักของศุภาลัยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงเทรนด์ที่ผู้บริโภคใช้คอนโดมิเนียมเป็นบ้านหลังแรกและหลังเดียวมากขึ้น การมีห้องนอน 2 ห้องนอนจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อรองรับครอบครัวขนาดเล็ก หรือการมีพื้นที่สำหรับทำงานที่บ้าน
“กู้แบงก์ไม่ผ่าน”: โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายตลาดคอนโดมิเนียม
แม้ว่าแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 จะดูสดใส แต่ “ไตรเตชะ” ยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านที่สูงถึง 40% ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อ คอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
“ธนาคารส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติทางการเงินดี มีรายได้สูง และมีภาระหนี้สินน้อย” คุณไตรเตชะอธิบาย “ทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ประสบปัญหาในการขอสินเชื่อเป็นจำนวนมาก หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ปริมาณผู้ที่ซื้อไม่ได้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น”
สิ่งที่น่าสังเกตคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสำหรับโครงการบ้านแนวราบนั้นอยู่ที่ประมาณ 20% ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 40% ความแตกต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ลูกค้าบ้านแนวราบมักจะมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนช่วยกันผ่อน ทำให้รายได้รวมสูงกว่า และมักจะมีภาระผ่อนรถยนต์ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ ในขณะที่ลูกค้าคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่เป็นคู่รักหรืออยู่กัน 2 คน ทำให้ภาระต่อรายได้สูงกว่า
ข้อเสนอแนะภาครัฐ: เร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมือง
เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง และปลดล็อกศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ “ไตรเตชะ” ได้ฝากข้อเสนอแนะไปยังภาครัฐบาลชุดใหม่ 2 ประการสำคัญ
การเร่งรัดพัฒนาระบบขนส่งมวลชน: ภาครัฐควรสานต่อและขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ให้เพียงพอต่อการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานคร การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน
การบังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่: ผังเมืองฉบับใหม่นี้ถือเป็นความหวังสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการก่อสร้างให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้น การเร่งรัดให้ผังเมืองใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2570 หลังจากที่ล่าช้ามานาน จะเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
บทสรุป: การปรับตัวและการมองการณ์ไกลคือหัวใจสำคัญ
ศุภาลัยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและมองการณ์ไกล การลงทุนในตลาด คอนโดมิเนียม ในปี 2569 ถือเป็นการเดินเกมเชิงรุกที่น่าจับตามอง แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านกำลังซื้อและการขอสินเชื่อที่สูง แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน การวิเคราะห์ตลาดที่แม่นยำ และความเชื่อมั่นในอนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ศุภาลัยพร้อมที่จะก้าวผ่านอุปสรรคและสร้างโอกาสใหม่ๆ
สำหรับท่านที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การเดินทางที่สะดวกสบาย ทันสมัย และคุ้มค่าต่อการลงทุน “ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” คือหนึ่งในโครงการที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง หรือหากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียมกรุงเทพ ศุภาลัยพร้อมนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับท่าน
หากท่านพร้อมที่จะก้าวสู่บทใหม่ของการมีที่อยู่อาศัยที่ใช่ หรือต้องการคว้าโอกาสการลงทุนที่มั่นคง อย่ารอช้า! ติดต่อฝ่ายขายของศุภาลัยเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือเยี่ยมชมโครงการของเราวันนี้ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ

