รถไฟฟ้า: กุญแจสู่โอกาสที่อยู่อาศัยเมือง หรือประตูปิดสำหรับผู้มีรายได้น้อย?
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของมหานครแห่งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของระบบขนส่งมวลชนทางราง หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “รถไฟฟ้า” ที่ได้พลิกโฉมภูมิทัศน์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองอย่างสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเจาะลึกในวันนี้ คือโอกาสและอุปสรรคที่ “รถไฟฟ้า” ได้สร้างขึ้นสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมือง
“รถไฟฟ้า” – ตัวเร่งการเติบโตของเมือง และความท้าทายด้านราคาที่ดิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาถึงของ “รถไฟฟ้า” ได้นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างมหาศาล ช่วยประหยัดเวลา ลดความเหนื่อยล้าจากการจราจรติดขัด และทำให้การเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในเมืองเป็นไปได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่การเดินทางของผู้คน แต่ยังส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณ “แนวรถไฟฟ้า” ที่ราคาที่ดินและมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ “คอนโดติดรถไฟฟ้า” กลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง ด้วยปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ การเข้าถึงแหล่งงาน แหล่งไลฟ์สไตล์ และสถาบันการศึกษา ทำให้โครงการเหล่านี้มักถูกพัฒนาเป็น “คอนโด High-rise” และ “คอนโดมิเนียมหรู” ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และชาวต่างชาติที่มองหาความสะดวกสบายและศักยภาพในการลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ได้สร้าง “ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลาง การเข้าถึง “คอนโดมิเนียมราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท” หรือแม้แต่ “ทาวน์เฮาส์ราคาจับต้องได้” ในทำเลใกล้ “รถไฟฟ้า BTS” หรือ “รถไฟฟ้า MRT” นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แรงกดดันจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาส่วนใหญ่หันไปพัฒนาโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถูกผลักดันให้ออกห่างจากใจกลางเมือง ไปสู่พื้นที่ชานเมืองที่ไกลออกไป ซึ่งมักจะขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น
ภาพรวมโครงข่าย “รถไฟฟ้า” และทิศทางอนาคต: โอกาสที่มาพร้อมกับราคาที่สูงขึ้น
จากข้อมูลล่าสุดในปี 2569 กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโครงข่าย “รถไฟฟ้า” ครอบคลุมกว่า 13 สายทาง ระยะทางรวมเกือบ 280 กิโลเมตร และมีสถานีมากกว่า 190 แห่ง แผนแม่บท “M-MAP 2” ยังชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างมหาศาล โดยมีเป้าหมายที่จะมี “เส้นทางรถไฟฟ้าใหม่” มากถึง 33 สายทาง รวมระยะทางกว่า 550 กิโลเมตร ภายในปี 2573-2575 การขยายตัวนี้จะนำพา “Transit-Oriented Development (TOD)” หรือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ
นับเป็นข่าวดีสำหรับภาพรวมของเมือง ที่จะได้เห็นความสะดวกสบายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น การลดลงของปัญหามลพิษจากการจราจร และการประหยัดพลังงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของ “รถไฟฟ้า” ก็เปรียบเสมือนการเพิ่มแรงส่งให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังจะมีการก่อสร้าง “รถไฟฟ้าสายใหม่” ไม่ว่าจะเป็น “รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้” หรือ “รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ที่คาดการณ์ว่าจะมีโครงการ “คอนโดเปิดใหม่” ผุดขึ้นมารองรับดีมานด์อย่างรวดเร็ว
เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มที่อยู่อาศัย “ตลาดคอนโดมิเนียม” ในปัจจุบัน มีภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ผู้มีรายได้น้อยพยายามจะเข้าถึง แต่กลับพบว่าสต็อกสินค้าในกลุ่มนี้ยังคงมีปริมาณมาก สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อ หรือกำลังซื้อที่ไม่สอดคล้องกับราคาจริง ถึงแม้จะมี “โครงการบ้านเดี่ยวราคาถูก” หรือ “บ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน” อยู่บ้าง แต่มักจะอยู่ในทำเลที่ห่างไกล “แนวรถไฟฟ้า” และขาดความสะดวกในการเดินทาง
“รถไฟฟ้า” กับความท้าทายสำหรับผู้มีรายได้น้อย: ทางเลือกที่กำลังจะหมดไป?
ผมมองว่าสถานการณ์นี้กำลังบีบคั้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างหนักครับ การที่ “รถไฟฟ้า” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง ทำให้ “ที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้า” เป็นที่ต้องการสูง ส่งผลให้ราคาพุ่งทะยานไปไกลเกินกว่ากำลังซื้อของคนกลุ่มนี้
ราคาที่ดินที่สูงขึ้น: ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการพัฒนาที่ดิน ทำให้ผู้พัฒนาต้องเลือกสร้างโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งมักจะเป็น “คอนโดมิเนียม” หรือ “อพาร์ตเมนต์” ราคาแพง
สินเชื่อที่เข้าถึงยาก: แม้จะมี “คอนโดราคา 2-3 ล้าน” แต่ผู้มีรายได้น้อยมักประสบปัญหาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อภาระผ่อนชำระในระยะยาว หรือขาดหลักประกันที่มั่นคง
การผลักดันออกนอกเมือง: เมื่อไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมในเมืองได้ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจึงถูกบังคับให้ย้ายออกไปอยู่ “ชานเมือง” หรือ “ปริมณฑล” ที่มีระยะทางไกลออกไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง “ค่าเดินทางที่สูงขึ้น” “เวลาเดินทางที่ยาวนาน” และ “คุณภาพชีวิตที่ลดลง” เนื่องจากขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและโอกาสในการทำงาน
“คอนโดมิเนียมราคาไม่ถึง 1 ล้าน” หรือ “ที่ดินพร้อมสร้างบ้านราคาถูก” ที่เคยเป็นตัวเลือกในอดีต ปัจจุบันหาได้ยากยิ่งขึ้น หรือหากมีก็มักจะอยู่ห่างไกลจาก “รถไฟฟ้า” และแหล่งงานอย่างมาก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย
“รถไฟฟ้า” ไม่ใช่แค่เส้นทาง แต่คือเส้นแบ่งโอกาส
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผมเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลว่า “รถไฟฟ้า” กำลังจะกลายเป็น “เส้นแบ่งโอกาส” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างผู้มีรายได้สูงและผู้มีรายได้น้อย การเข้าถึง “ที่อยู่อาศัยในเมือง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าถึงโอกาสในการทำงาน การศึกษา และการพัฒนาตนเอง กำลังจะกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น
มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพื่อสร้าง “เมืองที่ยั่งยืน” และ “เมืองที่ทุกคนเข้าถึงได้”
การสนับสนุน “ที่อยู่อาศัยราคาเหมาะสม (Affordable Housing)”: ภาครัฐและภาคเอกชนควรมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมการพัฒนา “บ้านราคาถูก” หรือ “คอนโดราคาประหยัด” โดยเฉพาะในทำเลที่ใกล้ “แนวรถไฟฟ้า” อาจพิจารณากลไก เช่น การจัดหาที่ดิน การลดหย่อนภาษี หรือการสนับสนุนด้านสินเชื่อสำหรับผู้พัฒนา
การพัฒนา “TOD” ที่มีความหลากหลาย: รูปแบบการพัฒนา “Transit-Oriented Development” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ “คอนโด High-rise” หรู แต่ควรมีสัดส่วนของ “ที่อยู่อาศัยราคาเหมาะสม” “พื้นที่เช่าระยะยาว” และ “อาคารพาณิชย์สำหรับธุรกิจขนาดย่อม” เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย
มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย: ควรมีมาตรการช่วยเหลือโดยตรงสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่น การจัดหา “บ้านเช่าราคาถูก” “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” หรือ “การสนับสนุนค่าเช่า” เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมืองได้
การปรับปรุงระบบขนส่งรอง: นอกจากการพัฒนา “รถไฟฟ้าสายหลัก” แล้ว การปรับปรุงระบบขนส่งรอง เช่น “รถเมล์” “รถสองแถว” และ “รถจักรยานยนต์รับจ้าง” ให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่รอบนอกมากขึ้น ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเชื่อมต่อผู้ที่อาศัยอยู่ห่างไกลเข้ากับ “ระบบราง” ได้สะดวกยิ่งขึ้น
อนาคตของ “ที่อยู่อาศัยในเมือง” สำหรับทุกคน
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่าการเติบโตของ “รถไฟฟ้า” นั้นเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อการพัฒนาเมือง แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมืองนั้นสร้างขึ้นเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่มีกำลังซื้อสูง
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่ระบุว่าในปี 2568 มีคอนโดรอการขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ลดลง 17% และกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท มีสต็อกเหลือขายกว่า 27% นั้น เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ผู้พัฒนาจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริง และหากภาครัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุน “ที่อยู่อาศัยราคาเหมาะสม” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อให้ “รถไฟฟ้า” ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเจริญ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับทุกคนในการเข้าถึง “ที่อยู่อาศัยในเมือง” ครับ
หากคุณกำลังมองหา “ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ” หรือ “อสังหาริมทรัพย์ใกล้รถไฟฟ้า” ที่ตอบโจทย์ทั้งทำเล ราคา และความคุ้มค่า หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยุคแห่งการขยายตัวของ “รถไฟฟ้า” กรุณาติดต่อเรา เราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและค้นหาโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับคุณ.

