• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0501032 ใช ตตามใจ เลยเก อบได ไปนอนโรงพยาบาล part2

admin79 by admin79
January 5, 2026
in Uncategorized
0
D0501032 ใช ตตามใจ เลยเก อบได ไปนอนโรงพยาบาล part2

อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: เทรนด์ “สมดุลใหม่” ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และแนวทางขับเคลื่อนตลาดจากผู้เชี่ยวชาญ

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง การประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จากมุมมองของสมาคมอาคารชุดไทย โดยนายกสมาคมฯ คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ได้ฉายภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สะท้อนถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นหัวใจหลักของตลาด

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: จากจุดสูงสุด สู่การปรับฐานครั้งใหญ่

ย้อนกลับไปในปี 2561 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เคยทะยานสู่จุดสูงสุด ด้วยมูลค่าการขายที่สูงถึง 5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ และปัจจัยลบอื่นๆ ที่รุมเร้า ส่งผลให้ภาพรวมตลาดในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประมาณ 2.62 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นระดับยอดขายที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 สถานการณ์ยังคงมีความท้าทายต่อเนื่อง คาดการณ์ว่ามูลค่าการขายจะทรงตัวอยู่ในช่วง 2.6 – 3 แสนล้านบาท และอาจจะอยู่ในภาวะเช่นนี้ไปอีกหลายปี จนกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 5% หรือสูงกว่านั้น จึงจะเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่แท้จริงของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ปี 2568: “ปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ” สู่ปี 2569: “ปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ที่ซับซ้อน”

คุณประเสริฐ ได้นิยามปี 2568 ว่าเป็น “Year of The Great Perfect Storm” หรือ “ปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ” ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญกับปัจจัยลบที่หลากหลายและรุนแรงพร้อมๆ กัน เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 แนวโน้มของตลาดถูกมองว่าจะเป็น “The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem” หรือ “ปีแห่งการปรับสมดุลใหม่และความซับซ้อนและปัญหาเชิงโครงสร้าง”

คำว่า “New Balance” หมายถึง การปรับตัวสู่ระดับใหม่ของยอดขายและยอดโอนที่ลดลงทั้งในตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและตลาดทั่วประเทศ การเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1-2% กำลังซื้อที่อ่อนแอลงทั้งจากผู้บริโภคไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงเกินกว่ากำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ ซึ่งหันไปพึ่งพาการเช่าและตลาดบ้านมือสองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ขาดการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่เพียงพอจากภาครัฐ

“Complexity” สะท้อนถึงความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นของตลาดที่อยู่อาศัย รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ไปจนถึงทาวน์เฮาส์ รูปแบบการถือครองที่แตกต่างกัน ทั้งการซื้อขาดและการเช่าระยะยาว 30-60 ปี รวมถึงช่วงราคาที่กว้างขวาง ตั้งแต่คอนโดมิเนียมหลักล้านต้นๆ ไปจนถึงห้องชุดหรูมูลค่า 500-1,000 ล้านบาท ปัญหาการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 50-70% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สูงขึ้น กลายเป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

“Structural Problem” ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยยังขาดการรองรับในระยะยาว ทั้งในเรื่องของการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยชาวต่างชาติ และการขาดโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อรองรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้

เจาะลึกปัญหา: จากการอนุมัติสินเชื่อ สู่กำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อพิจารณาลงลึกในแต่ละประเภทอสังหาริมทรัพย์ พบว่าทาวน์เฮาส์ ซึ่งเคยเป็นที่นิยมในอดีต กำลังเริ่มเสื่อมความนิยมลง ขณะที่บ้านเดี่ยวยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่ลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากนโยบายของประเทศต้นทางที่เข้มงวดกับการโอนเงินระหว่างประเทศ การปราบปรามทุนสีเทา และการใช้ตัวแทนนอมินี ทำให้ยอดขายบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายมารองรับ เช่น การออกกฎหมายเช่าระยะยาว 60 ปี

สถานการณ์ที่น่าจับตาคือ กลุ่มชาวต่างชาติบางส่วนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการเช่ามากขึ้น ยอมจ่ายค่าเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดมิเนียมมูลค่า 50 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย การเลือกเช่ารายเดือนแทนการซื้อขาด ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อดีมานด์การซื้อในระยะยาว

ในด้านระดับราคา ปัญหาหลักอยู่ที่กลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วติดลบถึง -52% และในปีนี้คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของตลาดเท่านั้น อันเป็นผลมาจากการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% แม้ว่าความต้องการซื้อ (Demand) จะยังมีอยู่มาก เนื่องจากโครงสร้างประชากรยังคงเดิม แต่ข้อจำกัดด้านสินเชื่อทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของได้ ประกอบกับอัตราการเติบโตของ GDP ที่ต่ำเพียง 1-2% ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอสำหรับการก่อหนี้ระยะยาวเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาท เริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีนัก โดยยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีแนวโน้มย่อตัวลง จากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดห้องชุดราคาสูงตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป กลับมีการแข่งขันและการพัฒนาโครงการที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับเทรนด์บ้านมือสอง แม้จะดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพรวมของตลาด แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกจะพบว่าไม่ได้เติบโตอย่างแท้จริง เพียงแต่สัดส่วนของตลาดบ้านมือสองใกล้เคียงกับบ้านใหม่เท่านั้น เนื่องจากตลาดโดยรวมหดเล็กลงจากการที่ผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ

โรดแมป 8+3: ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญสู่การขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์

เพื่อแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน คุณประเสริฐ ได้นำเสนอ “โรดแมป 8+3” ต่อรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 มาตรการเชิงโครงสร้างระยะยาว และ 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อหวังผลในปี 2569

8 มาตรการวางโครงสร้างระยะยาว:

มาตรการ LTV (Loan to Value) ที่ยืดหยุ่น: กำหนดกรอบ LTV ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

ขยายสัญญาเช่าเป็น 60 ปี พร้อมจัดตั้งกองทุน: เสนอให้ขยายระยะเวลาสัญญาเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี โดยรัฐบาลควรมีกลไกการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่ถาวรและยั่งยืน

จัดระเบียบการพักอาศัยชาวต่างชาติ: ควรกำหนดกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรรให้ชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารนิติบุคคล ควรมีเสียงส่วนใหญ่ไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาควบคุมการออกกฎระเบียบและการบริหารนิติบุคคล

สนับสนุน Mortgage Insurance: รัฐควรสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าเงินดาวน์) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในตลาดระดับกลางถึงล่าง

อนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยง: กำหนดหลักการพิจารณาสินเชื่อตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ โดยผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อให้กับผู้บริโภค แทนการปฏิเสธเพียงอย่างเดียว

มาตรการรวมหนี้ (Debt Warehouse): ส่งเสริมการรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ และหนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ

ส่งเสริมโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ (Man Made Project): รัฐควรสนับสนุนการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์สุขภาพ (Healthcare Center), ศูนย์การศึกษา (Education Hub), สวนสนุกขนาดใหญ่ (Theme Park), ศูนย์ประชุมนานาชาติ (International Convention Center) และศูนย์ความบันเทิงด้านกีฬา (Sports Entertainment Complex) โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับกาสิโน

การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสาธารณูปโภคภาครัฐ: ส่งเสริมการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคของภาครัฐในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่แล้วเสร็จตามกำหนด นอกจากนี้ ควรพิจารณาการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ

3 มาตรการเร่งด่วน: ประคับประคองตลาดในปี 2569

ต่ออายุมาตรการ LTV: เสนอให้ต่ออายุมาตรการ LTV ซึ่งมีกำหนดหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

ลดค่าโอนและจดจำนอง: เสนอให้ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 โดยปรับเพดานจากเดิมที่จำกัดวงเงินไม่เกิน 7 ล้านบาท ให้ครอบคลุมบ้านทุกระดับราคา

กำกับดูแลการลดดอกเบี้ย: เสนอให้ธนาคารพาณิชย์มีการลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ทั้งอัตรา MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดคล้องหรือลดลงเท่ากับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารกลับทำสถิติสูงสุดใหม่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้

กลยุทธ์ผู้ประกอบการ: การปรับตัวสู่ภาวะ “ทำธุรกิจประคับประคอง”

นายกสมาคมอาคารชุดไทยเน้นย้ำว่า ปี 2569 จะยังคงเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและบริหารจัดการธุรกิจให้ดี โดยเฉพาะใน 2 ด้านหลัก คือ Financial Side และ Commercial Side

ในด้านการเงิน (Financial Side) สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) ซึ่งต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับการตั้งการ์ดสูง ระมัดระวังการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงถดถอย

ส่วนในด้านการพัฒนาโครงการ (Commercial Side) ผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก การปรับตัวเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ถือเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์คือสิ่งสำคัญยิ่ง เราพร้อมให้คำแนะนำและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาคุณไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดและประสบความสำเร็จในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย.

Previous Post

D0501031 ความหว งด ให บางคร งก เป นดาบสองคม part2

Next Post

D0501033 สะใภ ทวงแค (1) part2

Next Post
D0501033 สะใภ ทวงแค (1) part2

D0501033 สะใภ ทวงแค (1) part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.