สิทธิการให้เช่าที่อยู่อาศัย: เจาะลึกความจริงที่ว่า “ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์” พร้อมแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2025
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเช่ามานานกว่าทศวรรษ ผมมักได้ยินคำถามที่น่าสนใจอยู่เสมอว่า “จำเป็นหรือไม่ที่ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ๆ?” ความเข้าใจผิดนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และวันนี้ผมจะมาไขข้อกระจ่างในประเด็นสำคัญนี้ พร้อมเจาะลึกมิติทางกฎหมาย กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง และมองไปข้างหน้าถึงแนวโน้มของตลาดการเช่าอสังหาริมทรัพย์ในปี 2025 ที่จะช่วยให้ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าดำเนินธุรกรรมได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ปลดล็อกความเข้าใจ: ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้อย่างไร?
หลายคนอาจคิดว่าการปล่อยบ้าน คอนโด หรือที่ดินให้เช่าเป็นเรื่องที่จำกัดเฉพาะเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักการทางกฎหมายไทยได้เปิดกว้างมากกว่านั้น หัวใจสำคัญคือ “สิทธิในการให้เช่า” ซึ่งไม่ได้ผูกติดอยู่กับความเป็นเจ้าของโดยตรงเสมอไป หากบุคคลนั้นมี “สิทธิครอบครอง” หรือ “ได้รับอนุญาต” จากเจ้าของที่แท้จริงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาก็สามารถเป็นผู้ให้เช่าได้ นี่คือแก่นสำคัญของเรื่องที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
มาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น” สังเกตว่ากฎหมายใช้คำว่า “บุคคลคนหนึ่ง” ที่เป็นผู้ให้เช่า ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็น “เจ้าของกรรมสิทธิ์” เท่านั้น ขอเพียงมีสิทธิในการใช้หรือครอบครองทรัพย์สินนั้นโดยชอบ ก็เพียงพอแล้ว
สิทธิครอบครอง vs. กรรมสิทธิ์: เข้าใจความแตกต่าง
เพื่อทำความเข้าใจว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ได้อย่างไร เราต้องแยกแยะความหมายของคำว่า “กรรมสิทธิ์” และ “สิทธิครอบครอง” ให้ชัดเจนเสียก่อน:
กรรมสิทธิ์ (Ownership): คือสิทธิที่สมบูรณ์ที่สุดในการครอบครอง ใช้ ได้ดอกผล ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สิน รวมทั้งขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการขาย การจำนอง หรือการให้เช่า
สิทธิครอบครอง (Possession): คือสิทธิที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนเอง แม้จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นก็ตาม ตัวอย่างเช่น ผู้เช่าก็มีสิทธิครอบครองทรัพย์ที่เช่าในระหว่างระยะเวลาสัญญาเช่า สิทธิครอบครองนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บุคคลซึ่งไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สามารถให้เช่าทรัพย์สินได้ หากสิทธินั้นได้รับอนุญาตหรือชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น กฎหมายจึงยอมรับว่าผู้ที่มีสิทธิครอบครองโดยชอบ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของอย่างแท้จริง ก็สามารถนำทรัพย์สินนั้นออกให้เช่าได้ แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจและอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ใครบ้างที่สามารถเป็นผู้ให้เช่าโดยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์?
จากประสบการณ์ของผม พบว่ามีบุคคลหลายกลุ่มที่สามารถเป็นผู้ให้เช่าได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง ซึ่งแต่ละกรณีก็มีข้อควรพิจารณาและเอกสารประกอบที่แตกต่างกันไป:
ผู้เช่าช่วง (Sublessee/Sublessor): นี่คือกรณีที่พบบ่อยที่สุดและเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในเมืองใหญ่ เช่น คอนโดให้เช่ากรุงเทพ หรือบ้านเช่าปริมณฑล ผู้เช่าหลัก (Master Tenant) ที่ได้ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง และได้รับอนุญาตอย่างชัดแจ้งในสัญญาเช่าหลักให้สามารถนำทรัพย์สินนั้นไปให้เช่าช่วงต่อได้ ก็สามารถทำสัญญาเช่าช่วงกับผู้เช่ารายอื่นได้ การให้เช่าช่วงนี้เป็นกลยุทธ์ที่ใช้บ่อยในหมู่นักลงทุนคอนโดให้เช่า เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ แต่ต้องระบุเงื่อนไขในสัญญาเช่าหลักให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเช่าในอนาคต
ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของทรัพย์ (Authorized Agent): เจ้าของกรรมสิทธิ์อาจมอบหมายให้บุคคลอื่น เช่น ญาติ ผู้จัดการทรัพย์สิน (Property Manager) หรือแม้แต่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ทำหน้าที่ดูแลและให้เช่าทรัพย์สินแทนตนเอง กรณีนี้ ผู้รับมอบอำนาจจะต้องมี “หนังสือมอบอำนาจ” (Power of Attorney) ที่ถูกต้องและชัดเจน ระบุขอบเขตอำนาจในการดำเนินการให้เช่า การลงนามในสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ และการรับค่าเช่าแทนเจ้าของที่แท้จริง การใช้บริการบริหารจัดการทรัพย์สินมืออาชีพกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในปี 2025 โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของที่อยู่ต่างประเทศหรือไม่มีเวลาดูแลทรัพย์สินเอง
ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน (Usufructuary/Superficiary):
สิทธิเก็บกิน (Usufruct): เป็นสิทธิที่บุคคลคนหนึ่งมีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ผู้ทรงสิทธิเก็บกินสามารถนำทรัพย์สินนั้นออกให้เช่าได้ตามกรอบระยะเวลาของสิทธิที่ตนมีอยู่
สิทธิอาศัย (Right of Habitation): คือสิทธิที่จะอยู่ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้อื่น โดยไม่เสียค่าตอบแทน ผู้ทรงสิทธิอาศัยอาจไม่มีสิทธิให้เช่าต่อ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ
สิทธิเหนือพื้นดิน (Superficies): เป็นสิทธิในการเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่น ๆ บนที่ดินของผู้อื่น ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินสามารถให้เช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นได้
การให้เช่าในฐานะผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์เหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อน และควรขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษากฎหมายอสังหาฯ ที่เชี่ยวชาญ
ความเสี่ยงและข้อควรระวังเมื่อผู้ให้เช่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์
แม้ว่าหลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่หากไม่มีการจัดการที่รัดกุมและโปร่งใส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอย้ำว่าทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าควรตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้:
สำหรับผู้ให้เช่า (ที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์):
ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากคุณให้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่แท้จริง หรือเอกสารมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ คุณอาจถูกฟ้องร้องในข้อหาบุกรุก หรือผิดสัญญาได้ ผู้เช่าอาจใช้ข้ออ้างนี้ในการยกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าเช่า ซึ่งนำไปสู่คดีความและการสูญเสียรายได้ การบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีระบบเป็นสิ่งสำคัญ
สัญญาหลักสิ้นสุด: ในกรณีการเช่าช่วง หากสัญญาเช่าหลักระหว่างคุณกับเจ้าของกรรมสิทธิ์สิ้นสุดลงก่อนกำหนด (เช่น เจ้าของยกเลิกสัญญา หรือคุณผิดสัญญาหลัก) สัญญาเช่าช่วงที่คุณทำไว้กับผู้เช่ารายอื่นก็จะสิ้นสุดลงด้วย ผู้เช่าช่วงอาจได้รับผลกระทบและเรียกร้องค่าเสียหายจากคุณได้
ความน่าเชื่อถือ: หากไม่สามารถแสดงหลักฐานสิทธิ์ในการให้เช่าได้อย่างชัดเจน อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้เช่า ทำให้หาผู้เช่าได้ยากขึ้น หรือผู้เช่าลังเลที่จะทำสัญญาเช่าระยะยาว
สำหรับผู้เช่า:
ความไม่มั่นคงของสัญญา: หากผู้ให้เช่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ และไม่มีเอกสารยืนยันสิทธิ์ที่ชัดเจน สัญญาเช่าที่คุณทำไว้อาจไม่สมบูรณ์ หรือถูกยกเลิกได้ง่าย ๆ หากเจ้าของที่แท้จริงเข้ามาดำเนินการ
เสียสิทธิการครอบครอง: ในกรณีเช่าช่วง หากสัญญาเช่าหลักสิ้นสุดลง คุณในฐานะผู้เช่าช่วงอาจถูกขับไล่ออกจากทรัพย์สินโดยไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลให้คุณต้องหาที่อยู่ใหม่กระทันหัน
ปัญหาการซ่อมแซมและบำรุงรักษา: หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การซ่อมแซมครั้งใหญ่ หรือการต่อเติม หากผู้ให้เช่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ อาจเกิดความล่าช้าหรือความซับซ้อนในการประสานงานกับเจ้าของที่แท้จริง
กลยุทธ์ป้องกันปัญหา: สร้างความโปร่งใสและมั่นใจในทุกสัญญา
จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการ ผมเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงเหล่านี้คือ “ความโปร่งใส” และ “การจัดทำเอกสารที่รัดกุม” นี่คือสิ่งที่ผมแนะนำให้ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าดำเนินการ:
เอกสารยืนยันสิทธิ์ที่ชัดเจน:
หนังสือมอบอำนาจ: หากคุณเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของ ให้เตรียมหนังสือมอบอำนาจที่ระบุขอบเขตอำนาจอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงการลงนามในสัญญาเช่า การรับค่าเช่า และการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรมีการรับรองลายมือชื่อโดยพยาน หรือโนตารีพับลิคเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
หนังสือยินยอมจากเจ้าของ: ในกรณีของการเช่าช่วง สัญญาเช่าหลักควรระบุอย่างชัดเจนว่าผู้เช่าหลักได้รับอนุญาตให้ปล่อยเช่าช่วงได้ หรือมีหนังสือยินยอมแยกต่างหากจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้ทำการเช่าช่วงได้
หลักฐานสิทธิในทรัพย์: สำหรับผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ ควรแนบเอกสารที่แสดงถึงสิทธิเหล่านั้น เช่น โฉนดที่ดินที่มีการจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน หรือเอกสารสิทธิเหนือพื้นดิน
สัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุม:
ระบุสถานะผู้ให้เช่า: ในสัญญาเช่า ให้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ให้เช่ามีสถานะใด (เช่น ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของ, ผู้เช่าช่วง, ผู้มีสิทธิเก็บกิน) พร้อมอ้างอิงเอกสารยืนยันสิทธิ์ที่แนบท้ายสัญญา
เงื่อนไขการเช่าช่วง: หากเป็นการเช่าช่วง ควรระบุเงื่อนไขและข้อจำกัดที่สอดคล้องกับสัญญาเช่าหลัก รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นหากสัญญาเช่าหลักสิ้นสุดลงก่อนกำหนด
สิทธิและหน้าที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่า: กำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน เช่น การซ่อมแซมบำรุงรักษา การชำระค่าเช่า ภาษีให้เช่า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
ตรวจสอบข้อมูลผู้ให้เช่า/ผู้เช่าอย่างละเอียด:
สำหรับผู้เช่า: ควรขอดูเอกสารยืนยันตัวตนของผู้ให้เช่า และเอกสารยืนยันสิทธิ์ในการให้เช่า ไม่ควรรีบร้อนทำสัญญาหากมีข้อสงสัยใด ๆ ควรสอบถามจนกว่าจะมั่นใจ
สำหรับผู้ให้เช่า: ตรวจสอบประวัติของผู้เช่าอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการผิดสัญญา หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากธุรกรรมมีความซับซ้อน หรือมีมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่า หรือที่ปรึกษากฎหมายอสังหาฯ เพื่อตรวจสอบสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การลงทุนในคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในระยะยาว
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าปี 2025: โอกาสและความท้าทาย
ในฐานะนักวิเคราะห์ตลาด ผมเห็นว่าปี 2025 จะเป็นปีที่มีพลวัตสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และหลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในหลายมิติ:
ความต้องการเช่าที่เพิ่มขึ้น: จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอน ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะเช่ามากกว่าซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต การเช่าบ้านระยะยาว หรือคอนโดให้เช่าในทำเลศักยภาพยังคงเป็นที่ต้องการสูง
การเติบโตของการบริหารจัดการทรัพย์สินมืออาชีพ: ด้วยความซับซ้อนของกฎหมายเช่า และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ บริการบริหารจัดการทรัพย์สิน (Property Management) และการจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในการดูแลทรัพย์สินทั้งหมด ตั้งแต่การหาผู้เช่า การจัดทำสัญญา การเก็บค่าเช่า ไปจนถึงการบำรุงรักษา ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เสมอไป แต่สามารถมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการแทนได้
เทคโนโลยีกับการเช่า: แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการค้นหาและจัดการการเช่าจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น การใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดเช่า การตั้งราคาเช่าที่เหมาะสม และการคัดกรองผู้เช่า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า
กฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น: ภาครัฐอาจออกกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ ๆ เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องภาษีให้เช่าและการกำกับดูแลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ
การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า: สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจหลักการนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการลงทุนคอนโดให้เช่า หรือบ้านเช่า เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน การศึกษาตลาดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไร
สรุปและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
จากการวิเคราะห์เชิงลึก ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าหลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่จริงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย หัวใจสำคัญคือการมี “สิทธิครอบครอง” หรือ “สิทธิในการให้เช่า” ที่ชอบด้วยกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือ “ความโปร่งใส” ในการดำเนินการ
ในโลกของการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่มีเทคโนโลยีและกฎหมายใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง การทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่กำลังมองหาการลงทุนอสังหาฯ ด้วยการปล่อยเช่า, ผู้เช่าหลักที่ต้องการให้เช่าช่วง, หรือผู้กำลังมองหาบ้านเช่าที่ปลอดภัย การมีข้อมูลที่ถูกต้องและเอกสารที่รัดกุมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังพิจารณาที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ให้เช่าหรือผู้เช่า การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินให้เช่า การลงทุนคอนโดให้เช่า หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายเช่า และต้องการวางแผนการเช่าอย่างมืออาชีพ อย่าลังเลที่จะติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาฯ ของเราเพื่อรับคำแนะนำเชิงลึกและโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณโดยเฉพาะ เราพร้อมช่วยให้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ.

