
อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: สู่ยุค AI ขับเคลื่อนและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในภูมิทัศน์ของ อสังหาริมทรัพย์ ไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ภาคส่วนนี้กำลังถูกหล่อหลอมด้วยพลังของเทคโนโลยีและการตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน สุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้ฉายภาพอนาคตของ อสังหาริมทรัพย์ ไทย ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในวงการมานาน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ AI Marketing และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อพลิกฟื้นและขับเคลื่อนภาคส่วนนี้ให้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ
AI Marketing: อาวุธลับเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนสำหรับดีเวลอปเปอร์
ท่ามกลางภาวะตลาด อสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังปรับตัวสู่จุดต่ำสุดในปี 2568 ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรที่ลดน้อยลง ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนทางการตลาด กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด “สุนทร” ชี้ให้เห็นว่า งบประมาณการตลาดแบบเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ 5% ของมูลค่าโครงการ (แบ่งเป็น 3% สำหรับการสื่อสารและการตลาด และ 2% สำหรับการส่งเสริมการขาย) จำเป็นต้องถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะลดลงเหลือ 4% ผ่านการนำ AI Marketing มาใช้
“AI Marketing ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราขายได้เร็วขึ้น ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดขึ้น และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยข้อมูลจริงในการตัดสินใจ” สุนทรกล่าวเสริม “ปัจจุบัน ต้นทุนต่อลูกค้าเป้าหมาย (Cost Per Lead) สำหรับที่อยู่อาศัยระดับบนอาจสูงถึง 10,000 บาทต่อราย ในขณะที่กลุ่มระดับกลาง-บน ราคาบ้าน 5 ล้านบาท ต้นทุนอยู่ที่ 3,000-5,000 บาท การใช้ AI จะช่วยให้เราสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียงบประมาณไปกับกลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมาย ทำให้เราได้ลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น และยังช่วยลดภาระงานของพนักงานขาย ทำให้พวกเขามีเวลาในการดูแลลูกค้าแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น”
การนำ AI มาใช้ในกระบวนการทางการตลาดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลายมิติ ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละรายอย่างลึกซึ้ง (Personalized Target) ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ดีกว่ามนุษย์ ช่วยให้ดีเวลอปเปอร์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจซื้อที่เร็วขึ้น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ (Customer Relationship Management – CRM) จะช่วยให้เข้าใจวงจรชีวิตของลูกค้า (Customer Lifecycle) และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
นอกเหนือจาก AI Marketing แล้ว ระบบ CRM ที่ทันสมัย ซึ่งมีผู้เล่นหลักในตลาดอย่าง Icon Framework และ Mango ERP ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ดีเวลอปเปอร์สามารถจัดการข้อมูลลูกค้า การจอง การโอนกรรมสิทธิ์ และการออกใบแจ้งหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองอาคารสามมิติที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงการ จะเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรผลักดันให้สมาชิกนำไปใช้ในปี 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลด Carbon Footprint ในกระบวนการก่อสร้าง
Advancing Sustainable Housing: สร้างบ้านแห่งอนาคตเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน
นอกเหนือจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรยังมุ่งเน้นการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ ที่ยั่งยืนภายใต้ธีม “Advancing Sustainable Housing for Thailand’s Future HBA 2026 Sustainable Development In Action” โดยมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ Low Carbon Living และ Waste Management
Low Carbon Living: มุ่งเน้นการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านแนวคิด Passive Design ที่เน้นการออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและทิศทางของแสงแดด เพื่อลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริม Active Design ที่นำเทคโนโลยี Smart Home มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่มอบความสะดวกสบาย สุขภาพที่ดี และความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย
Waste Management: การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ลูกบ้านแยกขยะเปียกและขยะแห้ง การร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ จะไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด แต่ยังส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยโดยตรงในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะ จากอัตราใหม่ที่ กทม. ประกาศใช้ในปี 2568 “สุนทร” ประมาณการว่า หากลูกบ้านในโครงการสมาชิกของสมาคมฯ กว่า 170 บริษัท (เฉพาะบริษัทที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ 60-70 บริษัท) สามารถแยกขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดปริมาณขยะในกรุงเทพฯ ได้มหาศาล ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน
โมเดล “บางแก้ว”: ก้าวสู่สมาร์ทซิตี้ไทยต้นแบบ
การก้าวสู่การเป็น Smart City ไม่ได้เป็นเพียงวิสัยทัศน์ แต่คือเป้าหมายที่ต้องเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม “สุนทร” ยกตัวอย่างโมเดล “บางแก้ว” อำเภอบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบของ Smart City ไทย โดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลในพื้นที่ มีนโยบายที่ชัดเจนในการป้องกันน้ำท่วมและพัฒนาระบบเตือนภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากภาคอุตสาหกรรม
การพัฒนา Smart City จะต้องอาศัยการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในระดับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น ระบบถนน การออกแบบพื้นที่สาธารณะที่รองรับการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (แนวคิด “เมืองฟองน้ำ”) ไปจนถึงการบริหารจัดการพื้นที่ตามผังเมืองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผังเมืองกำหนดให้เป็นทางน้ำไหลผ่าน (Floodway) ควรมีการปรับลดค่า FAR (Floor Area Ratio) และความหนาแน่นของการพัฒนา เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วม
“Smart City ของแต่ละเมืองย่อมมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทและความเสี่ยงเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ คนในท้องถิ่นย่อมรู้ดีที่สุดว่าตนเองกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไร และควรมีมาตรการป้องกันอย่างไร” สุนทรเน้นย้ำ
ปี 2569: ความหวังในการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย
การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับภาค อสังหาริมทรัพย์ โดยจะส่งผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการต้นทุนการเงินที่ต่ำลงในการพัฒนาโครงการใหม่ และผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท้าทายยังคงมีอยู่ ทั้งจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก ที่อาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและการส่งออกของไทย รวมถึงแนวโน้ม GDP ที่ถูกปรับลดลง ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องเร่งลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
หนึ่งในความกังวลที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับดีเวลอปเปอร์ คือความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อในการซื้อบ้านมีสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉลี่ยถึง 40% ในทุกกลุ่มราคา โดยเฉพาะบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดหลัก (Mass Market) มียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 60% นั่นหมายความว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมกันเสนอมาตรการเร่งด่วน 2 ประการต่อภาครัฐ ได้แก่
การรวมหนี้ (Consolidate Debt): เสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาการนำที่อยู่อาศัยมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการรวมหนี้สินประเภทอื่นๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้รถยนต์ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 17-18% ให้มาอยู่ภายใต้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า (ประมาณ 6-7%) ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับผู้กู้ได้อย่างมหาศาล
การประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Insurance): เสนอให้มีกลไกการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 20% ของวงเงินกู้ เพื่อช่วยให้ผู้กู้ที่ขาดเงินดาวน์ (Down Payment) หรือมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ของธนาคาร สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านได้มากขึ้น หลักการนี้จะคล้ายคลึงกับการค้ำประกันสินเชื่อภาคอุตสาหกรรมโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
“แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยบวก แต่หากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยากที่จะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่” สุนทรกล่าวทิ้งท้าย “เราเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกภาคการเงิน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 และอนาคตต่อไป”