ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: ผู้นำตลาดและแนวโน้มราคาเฉลี่ยต่อหน่วย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตลาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นี้ ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ชี้ให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจในตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ การเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม สะท้อนถึงกลยุทธ์และการช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของเหล่าผู้ประกอบการรายใหญ่
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: การกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาด
จากการวิเคราะห์ข้อมูล เปิดตัวโครงการใหม่ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีมูลค่ารวมกว่า 110,820 ล้านบาท โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนทั้งสิ้น 15,452 ยูนิต ราคาเฉลี่ยต่อยูนิตอยู่ที่ประมาณ 7.172 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงแนวโน้มราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอดีต
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การกระจุกตัวของส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ โดย 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำ สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้มากถึง 67% ในแง่ของจำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่ และมากถึง 71% ในแง่ของมูลค่าการลงทุนใหม่ ข้อมูลนี้ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ “บิ๊กแบรนด์” ในการขับเคลื่อนตลาด อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ และการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม
แสนสิริ: ผู้นำด้านจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่
เมื่อพิจารณาถึง “จำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่” แสนสิริ ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 1,847 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 12% ของตลาดรวม การพัฒนานี้มีมูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อยูนิตอยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท การที่แสนสิริสามารถเปิดตัวโครงการได้จำนวนมาก สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาด คอนโดกรุงเทพ และบ้านที่หลากหลาย
อันดับรองลงมาในด้านจำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่ ได้แก่ เอพี (ไทยแลนด์) ที่ 1,661 ยูนิต, แอสเซทไวส์ ที่ 1,355 ยูนิต, พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ 929 ยูนิต และ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ 875 ยูนิต การที่บริษัทเหล่านี้มีจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่สูง แสดงให้เห็นถึงการขยายการลงทุนและศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง
เอพี (ไทยแลนด์): ผู้นำด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่
ในอีกมุมมองหนึ่ง “มูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่” เอพี (ไทยแลนด์) ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดรวม การเปิดตัวโครงการของเอพี (ไทยแลนด์) ที่ 1,661 ยูนิต ทำให้มีราคาเฉลี่ยต่อยูนิตอยู่ที่ 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวม สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในระดับราคากลางถึงบน หรืออาจรวมถึงโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพสูง
อันดับรองลงมาในด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่ ได้แก่ แสนสิริ มูลค่า 10,519 ล้านบาท, เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มูลค่า 10,362 ล้านบาท, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มูลค่า 8,230 ล้านบาท และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่า 8,230 ล้านบาท การที่บริษัทเหล่านี้มีมูลค่าการลงทุนที่สูง แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการที่มีมูลค่าต่อยูนิตสูง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย: เทรนด์ความหรูหราที่พุ่งสูง
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและน่าจับตาที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คือ “ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย” ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มโครงการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี
เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 1 โครงการ แต่มีมูลค่ารวมถึง 4,559 ล้านบาท ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการนี้พุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท การเปิดตัวโครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับสูงสุด
นอกจากนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็ติดอันดับต้นๆ ด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20.627 ล้านบาท ขณะที่ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาโครงการราคาสูง ก็มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียม
การที่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นในหลายๆ โครงการ บ่งชี้ถึงปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่ต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น, การเข้าถึงทำเลทองที่หายาก, ไปจนถึงการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมองหาความพิเศษ ความเป็นส่วนตัว และคุณภาพชีวิตระดับพรีเมียม
แนวโน้มตลาดระดับบนและวิกฤตสินเชื่อภาคต่อ
สถานการณ์ปัจจุบันเผยให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง (Mass Market) และตลาดระดับบน (High-End Market) อย่างชัดเจน ในภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญความท้าทาย หลายสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ประสบปัญหาการขอสินเชื่อได้ยากขึ้น
ในทางกลับกัน ตลาดระดับบน ราคาตั้งแต่ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงมีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีความมั่นใจในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากกว่า
ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เน้นตลาดระดับกลางต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน โดยอาจต้องพิจารณาถึงการปรับรูปแบบโครงการ, การร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกให้ลูกค้า, หรือแม้กระทั่งการขยายไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูงกว่า
เทรนด์ใหม่ในปี 2568: บ้านหรูระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี
ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 คาดว่าตลาด บ้านหรู และ คอนโดหรู จะยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวโครงการ “SONLE Residences” ซึ่งเป็นแบรนด์บ้านระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี ภายใต้การพัฒนาของเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น โครงการนี้มีจำนวนเพียง 5 ยูนิต แต่มีราคาขายต่อหลังสูงถึง 260-400 ล้านบาท การเปิดตัวโครงการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มสีสันและความน่าสนใจให้กับตลาด อสังหาริมทรัพย์ระดับบน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามราคาเฉลี่ยต่อหน่วยในกลุ่มซูเปอร์ลักซ์ชัวรี
การแข่งขันในตลาดระดับบนที่สูงขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้สูงขึ้นอีกด้วย การนำเสนอนวัตกรรม, การออกแบบที่โดดเด่น, วัสดุคุณภาพสูง, และการบริการที่เหนือระดับ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและผู้ซื้อที่มองหาความพิเศษอย่างแท้จริง
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความท้าทายและโอกาส
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ไทย ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้ มีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา
การวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียด: ทำความเข้าใจแนวโน้มราคา, ความต้องการของตลาดในแต่ละเซ็กเมนต์, และศักยภาพของทำเลที่ตั้ง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
การประเมินกำลังซื้อ: พิจารณาถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม
การพิจารณาผู้ประกอบการ: เลือกซื้อโครงการจากผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียง, มีความน่าเชื่อถือ, และมีประวัติการพัฒนาโครงการที่ดี
การพิจารณาสินเชื่อ: หากคุณเป็นผู้ซื้อที่ต้องการสินเชื่อ ควรศึกษาเงื่อนไขและเตรียมความพร้อมด้านเอกสารให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่ในตลาดระดับกลาง
โอกาสในตลาดระดับบน: สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง การลงทุนในโครงการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีอาจเป็นโอกาสในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ตลาด อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ และปริมณฑล ยังคงมีศักยภาพในการเติบโต แต่การแข่งขันก็สูงขึ้นเช่นกัน การเข้าใจข้อมูลเชิงลึก, การวางแผนอย่างรอบคอบ, และการตัดสินใจที่ถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุนในยุคที่ตลาดมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
หากท่านกำลังพิจารณาการลงทุนใน คอนโดมิเนียม หรือ บ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อขาย หรือลงทุน โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลที่แม่นยำ ครอบคลุมทุกมิติของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน

