เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: เทรนด์การลงทุนและภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ครึ่งปีแรก 2568
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ผันผวน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไป การทำความเข้าใจถึงทิศทางของการพัฒนาโครงการใหม่ รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการประเมินศักยภาพของภาคส่วนนี้
จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมโดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA ซึ่งวิเคราะห์บิ๊กดาต้าการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) บ่งชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนของภูมิทัศน์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ยังคงมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นรายใหญ่กุมส่วนแบ่งตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
10 อันดับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์: มหาอำนาจที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 71%
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานนี้ คือการกระจุกตัวของตลาด โดย 10 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันได้อย่างมหาศาลถึง 71% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร การตลาด และฐานลูกค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้
ในบริบทของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ขนาดตลาดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงการใหม่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่รวมกันทั้งสิ้น 15,452 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกว่า 110,820 ล้านบาท ด้วยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 7.172 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของราคาที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจเคยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้จะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย และความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคโดยรวมลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดระดับกลาง (Mass Market) ที่มีราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท ซึ่งมักเผชิญกับปัญหาการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารที่เข้มงวดขึ้น แต่ตลาดระดับบน (Luxury Segment) ที่มีราคาตั้งแต่ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป กลับยังคงมีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความต้องการของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ปริมาณหน่วยที่เปิดตัว: “แสนสิริ” นำทัพด้วยจำนวนยูนิตสูงสุด
เมื่อพิจารณาในแง่ของ “จำนวนหน่วยที่เปิดตัวใหม่” พบว่า บมจ.แสนสิริ ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง โดยมีจำนวนหน่วยเปิดตัวสูงสุดถึง 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของตลาดรวมทั้งหมด โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ใน 7 โครงการใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมและหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในวงกว้าง
การพัฒนาจำนวนหน่วยที่มากถึง 1,847 หน่วย ด้วยมูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท ทำให้แสนสิริ สามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการที่แสนสิริเปิดตัวในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวม
ในอันดับถัดมา บริษัทที่น่าจับตามอง ได้แก่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ที่เปิดตัว 1,661 หน่วย ตามมาด้วย บมจ.แอสเซทไวส์ 1,355 หน่วย บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท 929 หน่วย และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น 875 หน่วย การแข่งขันในแง่จำนวนหน่วยที่เปิดตัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างดุเดือด โดยเฉพาะในตลาดบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม
มูลค่าการลงทุน: “เอพี (ไทยแลนด์)” ผงาดขึ้นเป็นผู้นำ
ในอีกมุมมองหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “มูลค่าการลงทุนใหม่” ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนกลยุทธ์ทางการเงินและการกำหนดทิศทางของธุรกิจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนนี้ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 19% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด
แม้ว่าเอพี (ไทยแลนด์) จะพัฒนาจำนวนหน่วยที่ 1,661 หน่วย แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการที่เปิดตัวโดยเอพี (ไทยแลนด์) สูงถึง 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน การที่เอพี (ไทยแลนด์) สามารถทำมูลค่าการลงทุนได้สูงขนาดนี้ บ่งชี้ถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูง หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง
สำหรับอันดับรองลงมาในแง่ของมูลค่าการลงทุน ได้แก่ บมจ.แสนสิริ (10,519 ล้านบาท), บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (10,362 ล้านบาท), บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (8,230 ล้านบาท) และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (8,230 ล้านบาท) การที่บริษัทเหล่านี้ติดอันดับต้นๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการลงทุนขนาดใหญ่
ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย: เทรนด์ “บ้านหรู” พุ่งสูง
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ และเป็นสีสันของการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 คือ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งไปสู่ระดับลักเซอรี่มากขึ้น
บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โดดเด่นด้วยการเปิดตัว 1 โครงการใหม่ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยพุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง บ่งบอกถึงการมุ่งเน้นตลาดบนสุด (Ultra-Luxury Segment) ที่มีความต้องการเฉพาะตัว และผู้ซื้อพร้อมที่จะจ่ายในราคาสูงเพื่อความเป็นที่สุด
นอกจากนี้ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่ม 10 อันดับแรก ที่ 20.627 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่อง ก็มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียม
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการบ้านระดับอัลตราลักเซอรี่ภายใต้แบรนด์ “SONLE Residences” ซึ่งมีจำนวนเพียง 5 หลัง ราคาขายต่อหลังอยู่ที่ 260-400 ล้านบาท จะถูกยกยอดไปเป็นสถิติของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยิ่งเสริมให้ตลาดบ้านซูเปอร์หรูมีความน่าสนใจและมีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้นไปอีก
ความสำคัญของบิ๊กดาต้าในการตัดสินใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์
ในฐานะผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มานาน ผมขอย้ำว่า การวิเคราะห์บิ๊กดาต้าเช่นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการ นักลงทุน และแม้แต่ผู้บริโภคทั่วไป
สำหรับผู้ประกอบการ: ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาด รู้ว่าใครคือผู้นำในแต่ละเซ็กเมนต์ ตำแหน่งทางการตลาดของตนเองเป็นอย่างไร และมีช่องว่าง (Gap) ในตลาดที่ยังสามารถเข้าไปพัฒนาได้หรือไม่ การวิเคราะห์นี้ช่วยในการวางแผนการเปิดตัวโครงการ การจัดสรรงบประมาณ และการกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้อย่างแม่นยำ
สำหรับนักลงทุน: การเข้าใจทิศทางตลาดและการเติบโตของมูลค่าโครงการ ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมีหลักการ สามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี หรือเลือกลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง
สำหรับผู้บริโภค: การทราบถึงเทรนด์ราคาและประเภทของโครงการที่เปิดตัว ช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
เทรนด์แห่งอนาคต: การปรับตัวสู่ตลาดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
จากข้อมูลที่ปรากฏ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนและมีมิติมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปริมาณหน่วยที่พัฒนา แต่ยังรวมถึงมูลค่าการลงทุน คุณภาพของโครงการ และการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะกลุ่มของลูกค้า
การมุ่งเน้นตลาดบนและอัลตราลักเซอรี่: การที่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงดีมานด์ที่แข็งแกร่งในตลาดระดับบน ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มักมีความมั่นคงทางการเงิน และมองหาอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือเพื่อการพักผ่อนที่มีคุณภาพ
ความสำคัญของทำเลและนวัตกรรม: ผู้พัฒนาที่ประสบความสำเร็จ มักจะสามารถเข้าถึงทำเลที่มีศักยภาพสูง ผนวกกับการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ระบบสมาร์ทโฮม การออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน
การบริหารจัดการความเสี่ยง: ในสภาวะที่ภาคการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้น การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินถือเป็นหัวใจสำคัญ บริษัทที่สามารถรักษาความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบในการพัฒนาโครงการ
สรุปและก้าวต่อไป
ข้อมูลการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 นี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีพลวัตและมีโอกาสสำหรับผู้ที่เข้าใจแนวโน้มและสามารถปรับตัวได้ การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มผู้พัฒนาขนาดใหญ่สะท้อนถึงความต้องการด้านเงินทุน ประสบการณ์ และเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดระดับบน และราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงขึ้น ก็เปิดโอกาสให้กับโครงการที่มีความโดดเด่นและนำเสนอคุณค่าที่แตกต่าง
สำหรับผู้ที่สนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค นักลงทุน หรือผู้ประกอบการรายใหม่ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการที่ปรึกษาในการตัดสินใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งตามข้อมูลเหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สัมมนาหรือเวิร์คช็อปเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์, การประเมินมูลค่าโครงการ, หรือการวิเคราะห์การลงทุนเชิงลึก อาจเป็นก้าวต่อไปที่น่าสนใจสำหรับคุณ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย.

