• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D3201027 ความย ธรรม กาก part2

admin79 by admin79
February 1, 2026
in Uncategorized
0
D3201027 ความย ธรรม กาก part2

วิเคราะห์เจาะลึก! ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2566: ความท้าทาย, ผู้ชนะที่แท้จริง และเทรนด์สู่ปี 2567

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดมาหลายครั้ง แต่ปี 2566 นี้เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ภาพรวมของปี 2565 ที่เคยจุดประกายความหวังของการฟื้นตัว กลับแปรเปลี่ยนเป็นภาวะชะลอตัวที่ต่อเนื่องยาวนานเกินคาดการณ์ แม้แต่ช่วงปลายปีที่ปกติเป็นฤดูกาลแห่งการจับจ่ายของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ก็ยังคงซบเซาอย่างน่าใจหาย และแนวโน้มนี้ยังคงส่งต่อมายังปี 2567 ทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมและค้นหา “ผู้ชนะที่แท้จริง” ท่ามกลางความผันผวนนี้ Property Mentor ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 41 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานในปี 2566 และศึกษาว่าใครคือผู้ที่สามารถปรับตัวและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งที่สุด

ภาพรวมรายได้รวม: ตัวเลขที่สะท้อนความเปราะบาง

ในปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง สามารถสร้างรายได้รวมกันทั้งสิ้นกว่า 371,560 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ทำรายได้รวมได้ 376,141 ล้านบาท แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับรายบริษัท ตัวเลขนี้ยิ่งสะท้อนถึงความท้าทายได้อย่างชัดเจน โดยมีถึง 25 จาก 41 บริษัท หรือประมาณ 61% ที่มีรายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า

กลุ่มบริษัทที่ประสบปัญหาการลดลงของรายได้ในอัตราที่สูง ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงต่อบางส่วนของตลาด ตัวอย่างเช่น L.P.N. Development (LPN), Eastern Star Real Estate (ESTAR) และ Country Group Development (CGD) ที่มีรายได้รวมติดลบในระดับสูงถึงประมาณ -28% นอกจากนี้ Raimon Land (RML) ก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลง -26%, Lalin Property (LPH) -23%, Major Development (MD) -22%, และ Siamese Asset (SA) -21%

แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในวงการอย่าง Land and Houses (LH) ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแนวโน้มขาลงได้ โดยมีรายได้รวมติดลบถึง 18% และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 นั้น มีถึง 5 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลงจากปี 2565 ซึ่งนอกเหนือจาก Land and Houses แล้ว ยังมี AP (Thailand) (AP) ที่มีรายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1%, Supalai (SPALI) -10%, Pruksa Holding (PPH) -9%, และ Origin Property (ORI) ที่มีรายได้รวมลดลงประมาณ -4%

Top 10 บริษัทอสังหาฯ ด้านรายได้รวมสูงสุดในปี 2566:

Sansiri (SIRI): 39,082 ล้านบาท (เติบโต 12%)
AP (Thailand) (AP): 38,399 ล้านบาท
Supalai (SPALI): 31,818 ล้านบาท
Land and Houses (LH): 30,170 ล้านบาท
Pruksa Holding (PPH): 26,132 ล้านบาท
SC Asset Corporation (SC): 24,487 ล้านบาท
Univentures (UV): 17,672 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 16,169 ล้านบาท
Origin Property (ORI): 15,157 ล้านบาท
Singha Estate (S): 15,066 ล้านบาท

รายได้จากการขาย: ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

การพิจารณาเพียงรายได้รวมอาจไม่สะท้อนภาพที่สมบูรณ์นัก เนื่องจากรายได้รวมอาจมาจากหลากหลายช่องทาง เช่น การลงทุน หรือการขายทรัพย์สินอื่นๆ การวัดผลการดำเนินงานที่แท้จริงควรให้ความสำคัญกับ “รายได้จากการขาย” ซึ่งเป็นรายได้หลักที่เกิดจากการพัฒนาและจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขาย ภาพรวมของ 41 บริษัท พบว่าสามารถทำรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น มีถึง 30 จาก 41 บริษัท หรือราว 73% ที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า

บริษัทที่เผชิญกับการลดลงของรายได้จากการขายอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Raimon Land ที่ลดลงถึง -78%, L.P.N. Development เกือบ -40%, และที่น่าตกใจคือ Land and Houses ที่มีรายได้จากการขายลดลงถึง -38% แม้แต่ AP (Thailand) ซึ่งเป็นผู้นำในด้านรายได้จากการขาย ก็ยังคงมีรายได้จากการขายที่ลดลงเล็กน้อยที่ -2%

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่หลายราย โดยในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ครอบคลุมทั่วทั้งตลาด

Top 10 บริษัทอสังหาฯ ด้านรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2566:

AP (Thailand) (AP): 36,927 ล้านบาท
Sansiri (SIRI): 32,829 ล้านบาท (เติบโต 7%)
Supalai (SPALI): 30,836 ล้านบาท
SC Asset Corporation (SC): 23,370 ล้านบาท (เติบโต 13%)
Pruksa Holding (PPH): 22,357 ล้านบาท
Land and Houses (LH): 18,966 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 10,019 ล้านบาท
Origin Property (ORI): 8,840 ล้านบาท (ลดลง -24%)
Quality House (QH): 7,619 ล้านบาท
Property Perfect (PF): 7,171 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่น่าจับตามองอย่าง Central Pattana (CPN) ที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายจำนวนมาก โดยในปี 2566 CPN สามารถสร้างรายได้จากการขายได้ถึง 5,835 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% จากปีก่อนหน้า

กำไรสุทธิ: ตัวชี้วัดสุดท้ายของความสำเร็จ

แม้ว่าการสร้างรายได้จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่จะตัดสิน “ผู้ชนะที่แท้จริง” คือความสามารถในการสร้าง “กำไรสุทธิ” หรือผลกำไรที่เหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ในปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 49,602 ล้านบาท สภาพการณ์ที่น่ากังวลคือ มีถึง 12 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน ซึ่งบางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปี ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ กว่า 20 บริษัทจาก 41 แห่ง มีผลกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปี 2565

Top 10 บริษัทอสังหาฯ ด้านกำไรสุทธิสูงสุดในปี 2566:

Land and Houses (LH): 7,495 ล้านบาท (ได้รับปัจจัยบวกจากการขายโรงแรม 2 แห่ง มูลค่า 2,500 ล้านบาทเข้ากองทุน)
Supalai (SPALI): 6,083 ล้านบาท
AP (Thailand) (AP): 6,054 ล้านบาท
Sansiri (SIRI): 5,846 ล้านบาท (เติบโต 42%)
Origin Property (ORI): 3,160 ล้านบาท (ลดลง -25%)
SC Asset Corporation (SC): 2,525 ล้านบาท
Quality House (QH): 2,503 ล้านบาท
Pruksa Holding (PPH): 2,339 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 1,865 ล้านบาท
Central Pattana (CPN): 1,610 ล้านบาท (ประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)

การวิเคราะห์เชิงลึก: ปัจจัยสู่ความสำเร็จและทิศทางในปี 2567

จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา สามารถสรุปปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 และแนวโน้มสำหรับปี 2567 ได้ดังนี้:

การบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่อง: ในภาวะที่อุปสงค์ชะลอตัว การควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) รวมถึงการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องเพียงพอ เป็นหัวใจสำคัญในการประคับประคองธุรกิจ บริษัทที่มีการบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่องที่ดีจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้
การปรับตัวตามกำลังซื้อ: ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจมากขึ้น การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กำลังซื้อที่แท้จริง การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และการกำหนดราคาที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นยอดขาย
นวัตกรรมและการพัฒนาโครงการ: บริษัทที่สามารถนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Home), การออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่, หรือการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้บริโภคได้
กลยุทธ์การตลาดและการขาย: การใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล, การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดี, และการจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
กลุ่มธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น: บริษัทที่ไม่ได้พึ่งพิงเพียงรายได้จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แต่มีธุรกิจที่หลากหลาย เช่น การบริหารอาคารสำนักงาน, ศูนย์การค้า, หรือธุรกิจโรงแรม มีแนวโน้มที่จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล: ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นตลาดหลัก แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องวิเคราะห์เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละทำเลอย่างละเอียด การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบผสมผสาน (Mixed-use) และการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
การลงทุนในต่างประเทศ: บางบริษัทอาจพิจารณาขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโต

การคาดการณ์สำหรับปี 2567:

ปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเป็นอีกปีที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่องจากปี 2566 ปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

อัตราดอกเบี้ย: นโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในการปรับอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค
ภาวะเศรษฐกิจมหภาค: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย, อัตราเงินเฟ้อ, และกำลังซื้อของผู้บริโภค จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดโดยรวม
นโยบายภาครัฐ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ อาจมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนตลาด
ความต้องการที่อยู่อาศัย: ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเรียลดีมานด์ แต่กำลังซื้ออาจถูกชะลอออกไปจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

บทสรุปและก้าวต่อไป

ปี 2566 เป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแท้จริง แม้ตัวเลขโดยรวมจะสะท้อนถึงความท้าทาย แต่ก็มีบริษัทที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการรับมือกับสถานการณ์

ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ ผมเชื่อว่าปี 2567 จะยังคงเป็นปีแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น และบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม, กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น, และความสามารถในการบริหารจัดการที่ดี จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าโอกาสและก้าวผ่านความท้าทายไปได้อย่างสง่างาม

หากคุณเป็นนักลงทุน, ผู้ประกอบการ, หรือผู้ที่สนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การศึกษาบทเรียนจากปี 2566 และการเตรียมพร้อมสำหรับแนวโน้มในปี 2567 คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม, ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, หรือต้องการทราบว่าบริษัทของคุณจะสามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างไร อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เราพร้อมให้คำแนะนำและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

Previous Post

D3201026 หว งแต จะได เก อบขว ญหายเพราะความโลภ part2

Next Post

D3201028 ปล นร านทองเพ อหาเล ยงเม ยน อย part2

Next Post
D3201028 ปล นร านทองเพ อหาเล ยงเม ยน อย part2

D3201028 ปล นร านทองเพ อหาเล ยงเม ยน อย part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.