การถล่มของเครน: ความบกพร่องร้ายแรง มิใช่วิบากกรรม
บทนำ
วงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ มักเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน เหตุการณ์เครนถล่มซ้ำซากที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้จุดประกายความกังวลและนำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมนี้ ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมขอนำเสนอข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์สาเหตุ และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือ “ความบกพร่อง” ที่ชัดเจน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หลายคนอาจโทษว่าเป็น “โชคร้าย” หรือ “อุบัติเหตุ” ที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในทางวิศวกรรม เราต้องแยกแยะระหว่างปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ กับความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการทำงาน เหตุการณ์เครนถล่มล่าสุดที่เกิดขึ้น โดยไม่มีสภาพอากาศแปรปรวน หรือแผ่นดินไหว ยิ่งตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็น “ความบกพร่อง” ที่ร้ายแรงในขั้นตอนการก่อสร้าง
จากประสบการณ์และการวิเคราะห์ทางเทคนิค ผมขอยืนยันว่า เหตุการณ์เหล่านี้มิใช่ “สุดวิสัย” แต่เป็นผลมาจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในกระบวนการทำงาน
กรณีแรก: การหลุดของขารับน้ำหนักเครน ในทางวิศวกรรม โครงสร้างที่ออกแบบมาอย่างถูกต้องตามหลักการและผ่านการคำนวณที่รัดกุม จะต้องมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักได้ การที่ขารับน้ำหนักเครนหลุดลงมาโดยง่ายดาย ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “จุดยึด” (Anchoring) ว่ามีความแข็งแรงตามที่ระบุในแบบหรือไม่ หรือมีการละเลยขั้นตอนสำคัญไป
กรณีที่สอง: การทรุดตัวของฐานรากเครน ในอีกกรณีหนึ่ง เราเห็นหลักฐานที่ชัดเจนกว่านั้น คือฐานรากของเครนเกิดการทรุดตัว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการวางฐานรากในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้วางบนพื้นที่ที่มีกำลังรับน้ำหนักเพียงพอ ส่งผลให้โครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักของเครนได้ เกิดการยุบตัว และนำไปสู่การหักกลางของเครน
จากการตรวจสอบโดยวิศวกรหลายท่าน และการประเมินของสมาคมฯ พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้าง มากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย
โครงการใหญ่ภาครัฐ: เขตอันตรายที่น่ากังวล
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยซ้ำ ๆ มักเกิดขึ้นกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไม่สามารถมองข้ามได้
ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่การถล่มของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน การทรุดตัวของถนนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า การถล่มของเครนจากการสร้างรถไฟความเร็วสูงทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว และล่าสุดคือเครนถล่มจากการสร้างทางด่วนคร่อมถนนพระราม 2
จุดร่วมที่น่าสังเกตอย่างน่าประหลาดใจคือ โครงการเหล่านี้ล้วนเป็น “โครงการภาครัฐ” และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน สิ่งนี้บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงระบบที่ส่งผลต่อ “มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในระดับสากล” ของโครงการขนาดใหญ่
สามปัจจัยวิกฤต: ต้นตอแห่งหายนะในไซต์งาน
จากประสบการณ์ ผมได้จำแนกสาเหตุที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมในประเทศไทยหย่อนยานจนถึงขั้นวิกฤต ออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ”:
ปัจจัยด้านบุคลากร: ปัญหานี้เริ่มตั้งแต่ระดับบริหาร ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานหน้างาน “เครน Launcher” เป็นเครื่องจักรที่มีความซับซ้อนสูง แตกต่างจากปั้นจั่นทั่วไป เนื่องจากเป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้และทำงานในที่สูง ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในหลักการทรงตัว (Stability) และพลศาสตร์ (Dynamics) แต่สิ่งที่พบเห็นในหลายไซต์งาน คือผู้ควบคุมเครื่องจักรขาดความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ มักทำงานตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์: ส่วนประกอบสำคัญอย่าง สลิง, รอก, นอตยึด ล้วนเป็นหัวใจของความปลอดภัย ในการลงพื้นที่ตรวจสอบ ผมพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ซ้ำ ๆ การใช้งานนอตที่มีสภาพเสื่อมสภาพ เช่น เกลียวหวาน หรือบิดเบี้ยว ยังคงถูกนำมาใช้ต่อ เป็นการละเลยความปลอดภัยที่น่าเป็นห่วง
ปัจจัยด้านเครื่องจักร: การใช้ “เครื่องจักรมือสอง” ที่ขาดมาตรฐานสากล เป็นอีกหนึ่ง “ระเบิดเวลา” ที่สังคมอาจมองข้าม เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยนำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีการซื้อขายต่อ ดัดแปลง หรือต่อเติม โดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ เรายังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการ จึงจำเป็นต้องเข้มงวดในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ช่องโหว่ของกฎหมายและการจ้างช่วง: ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่กฎหมายที่มีอยู่ แต่เป็น “การบังคับใช้” ที่ยังหละหลวม ตัวอย่างเช่น กฎหมายกำหนดให้ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในความเป็นจริง เป็นเช่นนั้นหรือไม่? และหากมี วิศวกรผู้นั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครน Launcher จริงหรือไม่?
นอกจากนี้ ยังมีช่องโหว่ที่สำคัญคือ “การจ้างช่วง” หรือ “Subcontract” ปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่ที่ชนะการประมูล มักจะกระจายงานต่อให้ผู้รับเหมาช่วงหลายทอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้รับเหมาช่วงเหล่านั้นมีความซื่อสัตย์ทางวิชาชีพและยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยสากล แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการลดต้นทุนอย่างมหาศาล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อความปลอดภัย
การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วิศวกรเป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาต และลายเซ็นของพวกเขารับรองความถูกต้องของแบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคปฏิบัติกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
บทลงโทษที่เด็ดขาด: การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างจริงจัง โดยการยกระดับ “มาตรฐาน” ของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเครน ให้มีความเข้มงวดเทียบเท่าวิศวกร เราควรกำหนด “ผู้ปฏิบัติงาน 4 กลุ่ม” ที่ต้องผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ได้แก่
ผู้ให้สัญญาณเครน (Signalman)
ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger)
ผู้บังคับรถเครน (Crane Operator)
ผู้ควบคุมเครน (Crane Supervisor)
ในความเป็นจริง มักพบว่ามีการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ คำถามคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนหรือไม่?
บทลงโทษต้องมีความรุนแรงและเด็ดขาด เพื่อให้เห็นถึงผลของการ “บกพร่องอย่างร้ายแรง” กฎหมายต้องมีผลบังคับใช้จริงจัง เรายังขาดระบบ “Blacklist” ที่เข้มข้น ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงการจัดชั้นผู้รับเหมา ไม่ใช่การลงโทษที่ชัดเจน การลดชั้นหรือตัดแต้ม เพิ่งมีการออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งถือว่าล่าช้าไปมาก
แม้จะมีกฎหมายแล้ว ผู้รับเหมาบางรายก็อาจหาช่องทางหลีกเลี่ยง เช่น การปิดบริษัทที่มีปัญหา แล้วตั้งบริษัทใหม่เพื่อเข้าประมูลงานอีกครั้ง ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง
ความกังวลเกี่ยวกับทุนต่างชาติผ่านนอมินี
ประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมาก คือการเข้ามาของ “ทุนต่างชาติ” ที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย มีการใช้กลยุทธ์ Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย โดยให้บริษัทไทยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่และดำเนินการในนาม แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ควบคุมการดำเนินงานและผลประโยชน์มักเป็นทุนต่างชาติ
ปัญหาที่ตามมาคือ “การตัดราคา” การประมูลที่ต่ำเกินจริงเพื่อชิงงาน ทำให้ผู้รับเหมาไทยบางรายยอมเข้าร่วม แม้จะได้รับส่วนแบ่งกำไรเพียงเล็กน้อย โดยไม่ต้องลงมือทำงานจริงจัง ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ความปลอดภัย” และ “มาตรฐานของงาน” ที่ลดลง เนื่องจากต้นทุนถูกกดให้ต่ำที่สุด ทั้งในส่วนของแรงงาน วัสดุ และเครื่องจักร
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด”: แนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมฯ ขอเสนอทางออกเร่งด่วน 3 ประการ หรือที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด” ดังนี้:
เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดยคนกลาง: ต้องมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการที่เป็นกลาง” อย่างแท้จริง เพื่อทำการตรวจสอบและหาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรม หากจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ผิดพลาด การแก้ปัญหาก็จะไม่มีวันตรงจุด
เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่เด็ดขาด: ต้องมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่กระทำผิดซ้ำซากควรถูกพักใบอนุญาต หรือตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูลงานอย่างถาวร
เม็ดที่สาม: เร่งปิดช่องโหว่กฎหมาย: รัฐบาลต้องทันต่อเล่ห์เหลี่ยมของผู้รับเหมาที่มุ่งลดต้นทุน กระทรวงคมนาคมสามารถออกกฎกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้ได้ภายใน 6 เดือน เพื่อบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและการควบคุมการจ้างช่วงให้มีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้ขั้นตอนราชการกลายเป็นอุปสรรค หรือเป็นข้ออ้างในการเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของประชาชนอีกต่อไป
บทสรุปและก้าวต่อไป
เหตุการณ์เครนถล่มเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทย การแก้ไขปัญหานี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกโครงการก่อสร้างจะแล้วเสร็จอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล
หากท่านเป็นเจ้าของโครงการ นักลงทุน หรือผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ มาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับ การบริหารความเสี่ยงในโครงการวิศวกรรม อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างของเรา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตการก่อสร้างที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

