วิศวกรโครงสร้างไทย: ถอดบทเรียนวิกฤตเครนถล่ม สู่มาตรฐานความปลอดภัยยุคใหม่ 2569
ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์ในวงการมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการก่อสร้างไทยมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาความปลอดภัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะเหตุการณ์เครนถล่มในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องหันมาพิจารณาถึงรากเหง้าของปัญหา และหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
เมื่อ ‘อุบัติเหตุ’ ไม่ใช่อุบัติเหตุ: วิเคราะห์ปมเครนถล่มเชิงลึก
เหตุการณ์เครนถล่มที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ไม่ใช่เรื่องของโชคร้ายหรือฟ้าลิขิตอย่างแน่นอน ในมุมมองทางวิศวกรรม เราต้องแยกแยะระหว่าง “โชคชะตา” และ “ความบกพร่อง” ที่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
ปัจจัยแวดล้อมที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดเกิดเหตุ การตัดปัจจัยภายนอกเหล่านี้ออกไป เหลือเพียงสองทางเลือก คือ “อุบัติเหตุ” หรือ “ความบกพร่อง”
ในทางปฏิบัติของวิศวกรรม “อุบัติเหตุ” มักหมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แม้ว่าจะได้ปฏิบัติตามมาตรฐานและขั้นตอนการทำงานอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผมยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ อุบัติเหตุสุดวิสัย แต่เป็น ความบกพร่องอย่างรุนแรงในขั้นตอนการก่อสร้าง
หากพิจารณาในรายละเอียดทางเทคนิค เหตุการณ์แรกที่ “ขารองรับเครน” หรือเสาค้ำถล่มลงมานั้น ในทางวิศวกรรมไม่ควรเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “จุดยึด” (Anchoring) ว่ามีความแข็งแรงตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ หรือมีการละเลยขั้นตอนที่จำเป็น
สำหรับเหตุการณ์ที่สองบนถนนพระราม 2 หลักฐานปรากฏชัดเจนมาก คือ “ฐานรองรับเครน” เกิดการทรุดตัว ซึ่งสาเหตุมาจาก การวางฐานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือบนพื้นที่ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ทำให้โครงสร้างรับไม่ไหวและเกิดการยุบตัว ส่งผลให้เครนหักโค่นกลางอากาศ
จากหลักฐานและการตรวจสอบโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในสมาคมฯ มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า แนวโน้มของสาเหตุชี้ไปที่ ความบกพร่องในการดำเนินงานก่อสร้าง มากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เหนือการควบคุม
โครงการยักษ์ใหญ่: เขตอันตรายที่ต้องเร่งแก้ไข
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มักพัวพันกับ โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นสถิติที่บ่งชี้ถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไม่อาจมองข้ามได้
หากเกิดความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราอาจมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะจุด แต่การที่เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 4 ครั้งใหญ่ภายในระยะเวลาไม่นาน ตั้งแต่การทรุดตัวของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน การยุบตัวของถนนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ความสูญเสียจากเครนถล่มในการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้ว และเหตุการณ์ล่าสุดบนทางด่วนพระราม 2
จุดร่วมที่น่าประหลาดใจของเหตุการณ์เหล่านี้คือ ทั้งหมดเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยภาครัฐ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึง มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในระดับสากล ที่ยังคงมีช่องว่างในโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ
3 ปัจจัยเสี่ยง: รากเหง้าของปัญหาในพื้นที่ก่อสร้าง
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้จำแนกสาเหตุที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมของไทยยังหย่อนยาน จนนำไปสู่วิกฤตนี้ ออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ที่เปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ”
ปัจจัยด้านบุคลากร: ปัญหาครอบคลุมตั้งแต่ระดับบนสุด คือ วิศวกรผู้ควบคุมงาน จนถึงผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เช่น พนักงานขับเครน และแรงงานทั่วไป เครื่องจักรประเภทเครน Launcher มีความซับซ้อนในการทำงานสูง ไม่เหมือนปั้นจั่นทั่วไปที่ตั้งอยู่กับที่ แต่เป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่และทำงานในที่สูง จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีความเข้าใจในหลักสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์อย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่พบเห็นบ่อยครั้งคือ ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้ความเข้าใจ ทำงานตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์: หัวใจของความปลอดภัยอยู่ที่วัสดุอุปกรณ์ เช่น สลิง รอก และสลักเกลียว การลงพื้นที่พบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยขาดการตรวจสอบมาตรฐาน ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง สลักเกลียวที่เกลียวหวานจนสภาพไม่สมบูรณ์ หรือบิดเบี้ยวคดงอ ยังคงถูกนำมาใช้งานต่อไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ถูกละเลยอย่างน่าใจหาย
ปัจจัยด้านเครื่องจักร: เครื่องจักรมือสองที่ขาดมาตรฐานสากล คือ “ระเบิดเวลา” ที่รอวันปะทุ หลายคนอาจไม่ทราบว่า เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยเป็นเครื่องจักรที่ซื้อจากต่างประเทศในสภาพมือสอง เมื่อเสร็จสิ้นโครงการหนึ่ง ก็มีการขายต่อ และนำมาดัดแปลงต่อเติม โดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ ระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจนยังคงเป็นสิ่งที่ขาดหายไป หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการจึงต้องเข้มงวดในการตรวจสอบอย่างจริงจัง
ช่องโหว่ทางกฎหมาย และการรับเหมาช่วง: บทพิสูจน์ความหย่อนยาน
ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายเป็นหลัก แต่อยู่ที่ การบังคับใช้ที่หย่อนยาน และขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ตัวอย่างเช่น กฎหมายกำหนดให้มีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในทางปฏิบัติ หาแทบไม่เจอ หรือแม้จะมี ก็ยังขาดความเชี่ยวชาญในเครื่องจักรเฉพาะทางอย่างเครน Launcher
อย่างไรก็ตาม มีกฎหมายบางส่วนที่ยังขาดไปจริงๆ คือ การขึ้นทะเบียนเครน และ การควบคุมการรับเหมาช่วง (Subcontracting) ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่ได้รับงานประมูล มักจะกระจายงานต่อให้กับผู้รับเหมาช่วงเป็นทอดๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้รับเหมาช่วงมีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ และยึดมั่นในความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะวิชาชีพที่มีใบอนุญาตและลายเซ็นรับรองความถูกต้องของแบบ การปฏิบัติงานจริงต้องสอดคล้องกับหลักการอย่างแท้จริง
บทลงโทษที่เด็ดขาด: สัญญาณเตือนสู่การเปลี่ยนแปลง
การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างจริงจัง และยกระดับ “มาตรฐาน” ของผู้ปฏิบัติงานเครนให้ทัดเทียมกับวิศวกร โดยใช้หลักการ “4 ผู้” ที่ผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ได้แก่ 1. ผู้ให้สัญญาณเครน 2. ผู้ยึดเกาะวัสดุ 3. ผู้บังคับรถเครน และ 4. ผู้ควบคุมเครน
ในความเป็นจริง มักพบว่ามีการนำแรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่เหล่านี้แทน คำถามคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของบุคลากรอย่างละเอียดหรือไม่
บทลงโทษต้องเข้มข้นและเด็ดขาด เพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน เมื่อเกิดความบกพร่องรุนแรง กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ การมีระบบ Blacklist ที่เข้มข้นยังเป็นสิ่งที่ขาดหายไป การจัดชั้นผู้รับเหมา หรือการลดแต้ม ไม่ใช่การลงโทษที่รุนแรงเพียงพอ
การออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ถือว่าล่าช้ามาก หรือแม้จะมีกฎหมาย ผู้รับเหมาบางรายก็ยังหาวิธีเลี่ยง โดยการปิดบริษัทที่มีปัญหา แล้วเปลี่ยนชื่อเพื่อประมูลงานใหม่ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้รัฐต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง
ความกังวลเรื่องทุนต่างชาติผ่านนอมินี: ภัยเงียบในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
ประเด็นที่ผมมีความกังวลอย่างยิ่ง คือ ทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยผ่านรูปแบบนอมินี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยมักใช้การร่วมทุน (Joint Venture) กับผู้รับเหมาไทย และให้บริษัทไทยเป็นผู้ดำเนินการแทน
ปัญหาหลักที่ตามมาคือ การตัดราคาประมูลที่ต่ำเกินจริง เพื่อแย่งชิงงาน ซึ่งผู้รับเหมาไทยบางรายอาจยอมรับข้อเสนอนี้ เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก
ผลกระทบที่ตามมาคือ ความปลอดภัยและมาตรฐานของงาน ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนที่ถูกกดให้ต่ำลง ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของแรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่นำมาใช้
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด”: ทางออกสู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืน
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ขอเสนอทางออกเร่งด่วน 3 ประการ หรือที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด”
การค้นหาความจริงโดยคนกลาง: ต้องจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เพื่อทำการตรวจสอบและวิเคราะห์หาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรม หากจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบบิดเบี้ยว การแก้ไขปัญหาจะไม่มีวันสำเร็จ
บทลงโทษที่เด็ดขาด: ต้องมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่กระทำผิดซ้ำซาก ควรถูกพักใบอนุญาต หรือตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูลงานอย่างถาวร เพื่อเป็นบรรทัดฐานและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย
เร่งปิดช่องว่างทางกฎหมาย: รัฐบาลต้องเท่าทันกลไกการลดต้นทุนของผู้รับเหมา กระทรวงคมนาคมสามารถออกกฎกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและการควบคุมการรับเหมาช่วงให้มีประสิทธิภาพได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง
อย่าปล่อยให้ขั้นตอนของระบบราชการ กลายเป็นอุปสรรค หรือข้ออ้างในการทำงานที่ล่าช้าอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้างไทยให้เทียบเท่าระดับสากล เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศชาติ.

