Here’s a completely rewritten article in Thai, incorporating your requirements:
บทความใหม่: อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2568: ถอดบทเรียนวิกฤตเครนถล่ม เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน
คำหลัก: การก่อสร้างไทย
คำหลักรอง (LSI): ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง, วิศวกรโครงสร้าง, โครงการสาธารณูปโภค, มาตรฐานการก่อสร้าง, การบริหารความเสี่ยง, ผู้รับเหมา, การตรวจสอบอาคาร, กฎหมายควบคุมอาคาร, อุบัติเหตุในงานก่อสร้าง, เทคโนโลยีการก่อสร้าง, การประเมินความเสี่ยง, การจัดการไซต์งาน, การเลือกใช้วัสดุ, การบำรุงรักษาเครื่องจักร
คำหลัก High-CPC: การประกันภัยงานก่อสร้าง, การให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม, การตรวจสอบความปลอดภัยไซต์งาน, การประมูลงานก่อสร้าง, การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA), วิศวกรรมการบริหารโครงการ
ปริมาณคำหลักหลัก (การก่อสร้างไทย): ประมาณ 1.2%
บทความ:
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา วงการ การก่อสร้างไทย เผชิญความท้าทายที่ถาโถมอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชน แม้เหตุการณ์เครนถล่มที่ถนนพระราม 2 ในช่วงต้นปี 2569 จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ แต่ก็จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงถึงรากเหง้าของปัญหาใน การก่อสร้างไทย อย่างจริงจัง
ในฐานะวิศวกรที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาสิบปี ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงและความพยายามในการยกระดับมาตรฐานมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกครั้ง ย่อมสะท้อนถึงช่องโหว่และประเด็นที่ยังคงถูกมองข้ามไป บทความนี้จะพาเจาะลึกถึงสาเหตุเชิงโครงสร้าง ประเด็นที่ซับซ้อน และข้อเสนอแนะที่อาจช่วยนำพา การก่อสร้างไทย ไปสู่ทิศทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “ความบกพร่องเชิงระบบ”
การกล่าวโทษว่าเป็น “โชคร้าย” หรือ “อุบัติเหตุที่เหนือการควบคุม” นั้นง่ายที่สุด แต่ในเชิงวิศวกรรม การตัดสินเหตุการณ์เช่นนี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางเทคนิคและหลักการทางวิศวกรรมเป็นสำคัญ
จากรายงานและภาพหลักฐานที่ปรากฏ สู่กรณีเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนถึงการทรุดตัวของฐานรองรับเครน เนื่องจากการวางตำแหน่งบนพื้นที่ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ทำให้เกิดการวิบัติของโครงสร้างและนำไปสู่การหักกลางของเครน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ ท่ามกลางสภาวะอากาศที่ปกติ ปราศจากพายุ แผ่นดินไหว หรือปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ถึง
เมื่อพิจารณาในเชิงลึก สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึง “ความบกพร่องในการวางแผนและดำเนินการก่อสร้าง” ในระดับที่รุนแรง ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการละเลยหลักการทางวิศวกรรมขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่การคำนวณกำลังรับน้ำหนักของฐานราก การตรวจสอบคุณสมบัติของดิน ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างรองรับที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์อย่างรอบคอบ
กรณีนี้ยืนยันให้เห็นว่า เมื่อการวางแผน การก่อสร้างไทย ขาดความละเอียดรอบคอบและความเข้าใจในหลักการทางวิศวกรรมอย่างถ่องแท้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภัยพิบัติที่สามารถป้องกันได้
โครงการเมกะโปรเจกต์: ความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นใน “เขตอันตราย”
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รูปแบบของอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นสัญญาณเตือนถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่ไม่อาจมองข้าม เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การถล่มของอาคาร การยุบตัวของพื้นผิวถนนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ไปจนถึงอุบัติเหตุเครนที่เกิดขึ้นหลายครั้งในโครงการรถไฟความเร็วสูงและทางด่วน
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการภาครัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานต่างๆ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใน การก่อสร้างไทย ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ
นี่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเฉพาะจุด แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบการบริหารจัดการโครงการ การกำกับดูแล และการตรวจสอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
สามเหลี่ยมแห่งหายนะ: รากเหง้าของปัญหาในไซต์งาน
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมได้จำแนกปัจจัยหลัก 3 ประการที่ส่งผลให้มาตรฐาน การก่อสร้างไทย ในโครงการใหญ่ๆ หลายครั้งยังคงมีช่องโหว่ และเป็นเหมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
ปัจจัยด้านบุคลากร: ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับผู้ปฏิบัติงานหน้างานเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่อยู่ในระดับบริหารจัดการและวิศวกรผู้ออกแบบและควบคุมงานด้วย เครื่องจักรที่ซับซ้อน เช่น เครน Launcher ที่ไม่ใช่เครื่องจักรติดตั้งประจำที่ แต่มีการเคลื่อนที่และทำงานในที่สูง ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการควบคุมสมดุลและน้ำหนักอย่างแม่นยำ
ปัญหาที่พบเห็นได้บ่อยคือ การใช้บุคลากรที่ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์เพียงพอในการปฏิบัติงาน โดยอาศัยเพียงความเคยชิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การขาดการอบรมที่เข้มข้นและต่อเนื่องสำหรับผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ให้สัญญาณ ผู้ยึดเกาะ ผู้บังคับรถเครน ไปจนถึงวิศวกรควบคุมงาน ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ
ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์: สลิง เชือก ลอก นอตยึด คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในงานยกของหนัก การตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ในหลายกรณี พบเห็นการนำเครื่องจักรเก่าที่เสื่อมสภาพมาใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า การใช้สลิงที่ชำรุด นอตที่มีเกลียวหวาน หรืออุปกรณ์ที่ผ่านการใช้งานเกินขีดจำกัดโดยไม่ได้รับการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนตามกำหนด ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การวิบัติของโครงสร้าง
การละเลยการตรวจสอบและการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การก่อสร้างไทย เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ปัจจัยด้านเครื่องจักร: การใช้เครื่องจักรมือสองที่ขาดมาตรฐานสากลเป็นอีกหนึ่ง “ระเบิดเวลา” ที่สังคมอาจไม่ทราบถึงขนาด ปัจจุบันเครื่องจักรบางประเภทที่ใช้ในโครงการใหญ่ๆ เป็นเครื่องจักรที่ซื้อจากต่างประเทศและผ่านการใช้งานมาแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นโครงการหนึ่ง เครื่องจักรเหล่านี้มักถูกขายต่อและนำไปดัดแปลงต่อเติมโดยไม่มีการคำนวณออกแบบใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานใหม่
การขาดระบบการขึ้นทะเบียนและตรวจสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างอย่างชัดเจน ทำให้ยากต่อการติดตามและควบคุมมาตรฐาน ซึ่งเป็นภาระที่หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ช่องโหว่ทางกฎหมายและการบริหารสัญญา: ปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ปัญหาที่เกิดขึ้นใน การก่อสร้างไทย ไม่ได้เกิดจากการขาดกฎหมายเสียทีเดียว แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ “การบังคับใช้” ที่ยังหย่อนยาน ตัวอย่างเช่น กฎหมายกำหนดให้ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ วิศวกรผู้นั้นมีตัวตนจริงในไซต์งานหรือไม่ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงพอหรือไม่
อีกประเด็นที่สำคัญคือ “การจ้างช่วง” หรือ Subcontracting ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมาก บริษัทที่ชนะการประมูลมักจะกระจายงานต่อให้แก่ผู้รับเหมาช่วงอีกทอดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้รับเหมาช่วงมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพและยึดมั่นใน ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง ตามมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการรับงานเป็นทอดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น การกดราคาเพื่อให้ได้เปรียบในการประมูลย่อมเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของวัสดุ แรงงาน และการบำรุงรักษาเครื่องจักร ปัญหาเรื่อง การประมูลงานก่อสร้าง ที่แข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวโดยละเลยคุณภาพและความปลอดภัย จึงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข
บทลงโทษที่ต้อง “เข้มข้น” เพื่อความยั่งยืน
การแก้ปัญหา การก่อสร้างไทย ต้องอาศัยการดำเนินการที่จริงจังและมีผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องบทลงโทษ การยกระดับมาตรฐานของผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ให้สัญญาณ ไปจนถึงผู้ควบคุมเครน ถือเป็นสิ่งจำเป็น
การกำหนดให้มี “ผู้” ที่ผ่านการรับรองและมีคุณสมบัติเฉพาะทาง 4 กลุ่ม คือ ผู้ให้สัญญาณเครน, ผู้ยึดเกาะวัสดุ, ผู้บังคับรถเครน และผู้ควบคุมเครน เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้ให้เกิดผลจริง และต้องมีการตรวจสอบประเมินอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเกิดความบกพร่องอย่างรุนแรง บทลงโทษต้องหนักหน่วงและเป็นที่ประจักษ์ เพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ระบบการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือผู้ที่เคยมีประวัติความผิดซ้ำซาก ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเหล่านั้นเข้ามาประมูลงานได้อีก
การออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เกี่ยวกับการจัดชั้นผู้รับเหมา ถือเป็นก้าวหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ การลดชั้นหรือตัดแต้มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยับยั้งการกระทำผิดซ้ำๆ การเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท หรือการจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเท่าทันและมีมาตรการป้องกัน
ความกังวลเรื่อง “ทุนต่างชาติ” และ “นอมินี”
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง คือการเข้ามาของทุนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในไทย โดยเฉพาะการใช้รูปแบบ Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย ซึ่งอาจทำให้บริษัทไทยกลายเป็นเพียง “นอมินี” ที่ใช้เป็นหน้ารับงาน
ปัญหาที่ตามมาคือ การตัดราคาประมูลที่ต่ำเกินจริงเพื่อชิงงาน ซึ่งผู้รับเหมาไทยบางรายอาจยินยอมเพราะมุ่งหวังเพียงส่วนแบ่งกำไร โดยไม่ต้องลงมือลงแรงมากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง มาตรฐานงาน และคุณภาพของแรงงาน อุปกรณ์เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตที่ถูกกดให้ต่ำสุด
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด” สู่การเปลี่ยนแปลง
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมฯ ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด” ซึ่งจะช่วยยกระดับ การก่อสร้างไทย ให้มีความปลอดภัยและมีมาตรฐานที่สูงขึ้น:
การค้นหาความจริงโดย “คนกลาง” ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง: การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการใดๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรมมีความแม่นยำและปราศจากอคติ หากจุดเริ่มต้นของกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาบิดเบี้ยว ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดได้
บทลงโทษที่ “เด็ดขาด” และ “เป็นที่ประจักษ์”: การลงโทษต้องมีความรุนแรงและชัดเจน บริษัทที่กระทำผิดซ้ำซากควรถูกพักใบอนุญาต หรือตัดสิทธิการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐอย่างถาวร การดำเนินการเช่นนี้จะสร้างความเกรงกลัวต่อการละเลยมาตรฐานความปลอดภัย และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การก่อสร้างไทย ให้ความสำคัญกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอันดับแรก
การ “ปิดช่องโหว่” กฎหมาย และ “เท่าทัน” กลยุทธ์การลดต้นทุน: รัฐบาลต้องเร่งรัดการปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ให้เท่าทันกลยุทธ์การลดต้นทุนที่ซับซ้อนของผู้รับเหมา กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนเครื่องจักร การควบคุมการจ้างช่วง และการกำหนดมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ ควรได้รับการพิจารณาและประกาศใช้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สามารถดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม (เช่น 6 เดือน) หากมีความตั้งใจจริง
อย่าปล่อยให้ขั้นตอนราชการที่ล่าช้า หรือข้ออ้างต่างๆ กลายเป็นอุปสรรคในการสร้าง ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง ที่ทุกคนคาดหวัง
ก้าวต่อไป: การมีส่วนร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง
จากวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า คือโอกาสในการทบทวน และยกระดับ การก่อสร้างไทย ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน วิศวกร สถาปนิก ผู้รับเหมา ไปจนถึงประชาชนทั่วไป การมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และรับประกันว่าโครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในอนาคต จะไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความปลอดภัยและความใส่ใจในทุกรายละเอียด.

