บทความใหม่:
ไทย: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต – เตรียมพร้อมรับคลื่นการลงทุนสหรัฐฯ และพลิกโฉมเศรษฐกิจสู่ยุคใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศไทยมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นหลายครั้ง แต่ปี 2569 นี้ ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมจะผลักดันงบประมาณมหาศาลเพื่อ “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง และไทยก็มีศักยภาพที่จะชิงส่วนแบ่งการลงทุนนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมไทย: ดีมานด์ที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าพุ่งสูง
เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2568 ที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) ในประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลข ณ สิ้นปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีอัตราการครอบครองสูง โดยอัตราการว่างของที่ดินในนิคมฯ โดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แม้ราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่ง
ในส่วนของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (RBFs) พบว่า ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ตลาดแทบไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ระบบ ทำให้พื้นที่รวมของ RBFs ที่มีอยู่ในตลาดถูกจับจองจนอัตราการว่างลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการโรงงานพร้อมใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการผลิตอย่างเร่งด่วน
ขณะที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (RBWs) ก็มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน แม้จะมีพื้นที่ใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด แต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในทำเลกลยุทธ์ เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ เช่น ท่าเรือและสนามบิน ทำให้ตลาด RBWs มีอัตราการว่างลดลงอย่างน่าพอใจ
โดยรวมแล้ว ความต้องการในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม ได้แก่ ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในประเทศไทย มีแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน แม้จะมีความผันผวนบ้างในช่วงกลางปี 2568 อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก แต่ศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตยังคงดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก
สหรัฐฯ กับการ “รีเซ็ต” โครงสร้างเศรษฐกิจ: 5 แกนหลักแห่งยุคใหม่
สิ่งที่กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกและไทย คือ ทิศทางการลงทุนครั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบาย “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมประเทศ การลงทุนก้อนใหญ่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพ การลงทุนนี้จะกระจุกตัวอยู่ใน 5 แกนหลักของเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจสำคัญของยุคสมัยใหม่ การลงทุนจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูง การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่รองรับการเติบโตของโลกดิจิทัล
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การยกระดับภาคการผลิตให้ทันสมัย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกเทคโนโลยี จะเป็นจุดเน้นสำคัญ สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาการผลิตจากภายนอก และสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้แข็งแกร่ง
Energy Security (รวม SMRs): ความมั่นคงทางพลังงานเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะพลังงานที่สะอาด มีเสถียรภาพ และยั่งยืน พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors – SMRs) กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต ที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BioScience & Life Sciences: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์จะถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ให้กลายเป็นประเด็นความมั่นคงของชาติ ทั้งด้านการพัฒนายารักษาโรค วัคซีน และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวข้อง
Defense & Security Technology: การลงทุนในเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง จะครอบคลุมถึงเทคโนโลยีแกนหลักที่เชื่อมโยงกับ AI พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่น ๆ ของชาติ
นโยบายนี้กำลังนำพาโลกเข้าสู่ยุคแห่ง “De-risking” หรือการลดความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ และ “Friend-shoring” คือการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความพร้อม น่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์
โอกาสของไทย: Ecosystem ที่ครบวงจรและศักยภาพในการเป็น Strategic Hub
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบอย่างมากในการรับการลงทุนครั้งใหญ่นี้ ด้วย “Ecosystem” ด้านอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน โลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงได้ทั่วถึง ซัพพลายเชนระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง และประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตให้กับแบรนด์ระดับโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรเลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศ ตนเอง แต่ก็พร้อมที่จะกระจายงานด้านการผลิต การประกอบ และการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น การอัดฉีดงบประมาณการลงทุนจากสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสทองของประเทศที่มีความพร้อมด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI และซัพพลายเชน ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้
4 ความพร้อมที่ไทยต้องเร่งยกระดับเพื่อช่วงชิงโอกาส
เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสเชิงโครงสร้างนี้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับบทบาทจาก “ฐานการผลิต” ไปสู่ “Strategic Industrial & Logistics Hub” หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ซึ่งต้องมุ่งเน้นการสร้างความชัดเจนใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ต้องการแหล่งพลังงานที่เสถียร ปลอดภัย และมีปริมาณเพียงพอ รวมถึงโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัยและรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และการปรับปรุงระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง: การพัฒนาและยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โรงงานสำหรับ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้ากำลังสูงและเสถียร, โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์, โรงงานผลิต EV และแบตเตอรี่, รวมถึงโรงงานในกลุ่ม Bio-manufacturing จะเป็นปัจจัยสำคัญ
ความรวดเร็วในการอนุมัติและนโยบายที่ชัดเจน: การปรับปรุงกระบวนการขอใบอนุญาตและการอนุมัติต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอุปสรรคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ ความชัดเจนเชิงนโยบายจากระดับรัฐบาล ตลอดจนการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดการลงทุน
การพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต: การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การยกระดับทักษะแรงงานให้มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง, AI, การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing), และอุตสาหกรรม Bio-technology จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรที่จะรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ
จับทิศทาง 5 เศรษฐกิจยุคใหม่: โอกาสสำหรับธุรกิจไทย
การลงทุนของสหรัฐฯ ใน 5 แกนหลักนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทย โดยเราจะเห็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่:
Electronics & Semiconductor Parts: ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
EV & Battery: การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เป็นโอกาสทองสำหรับไทย
Data Center & Digital Infrastructure: ดีมานด์ Data Center ที่พุ่งสูงจะสร้างความต้องการที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
Bio-manufacturing & Medical Supply: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์จะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่
Advanced Logistics & Cold Chain: ระบบโลจิสติกส์ขั้นสูงและโซ่ความเย็น จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งสินค้า
ดังนั้น ทำเลที่ตั้งที่มีความพร้อมด้านพลังงาน น้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาว จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่า นักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพ จะสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่
ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยต้องแสดงศักยภาพและความพร้อมในการเป็น “Strategic Industrial & Logistics Hub” ที่แท้จริง การเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านที่กล่าวมา พร้อมทั้งการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่ยุคทองแห่งอุตสาหกรรมและการลงทุน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันสร้างอนาคตอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน หากคุณคือผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสและต้องการปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อคว้าส่วนแบ่งจากคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่นี้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เพื่อวางแผนที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ คือก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง

