ประเทศไทย: มหานครแห่งอุตสาหกรรม 4.0 – โอกาสทองในการยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิตระดับโลก
ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าที่เคย ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนโยบายการลงทุนที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โลก ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับโอกาสครั้งใหญ่ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลกในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มาเกือบทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตของไทย ตั้งแต่การเป็นฐานการผลิตที่เน้นแรงงานราคาถูก ไปจนถึงการก้าวสู่ยุคของการผลิตขั้นสูง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงโอกาสและอุปสรรคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ รวมถึงกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องนำมาปรับใช้ เพื่อคว้าส่วนแบ่งตลาดการลงทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา
ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมไทย: แนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง
ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สัญญาณบวกในตลาดภาคอุตสาหกรรมของไทยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน จากข้อมูลล่าสุดพบว่า นิคมอุตสาหกรรม ในประเทศไทยยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 ระบุว่า มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมคงเหลือประมาณ 221,788 ไร่ ซึ่งคิดเป็นอัตราการใช้ประโยชน์ที่สูงถึง 93.48% โดยอัตราการว่างของที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่อีกประมาณ 18,367 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ในส่วนของ โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) ตลาดก็ยังคงคึกคัก แม้ว่าในช่วงไตรมาส 4/2568 จะไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด แต่พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าที่มีอยู่กว่า 3.42 ล้านตารางเมตร มีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ยสูงถึง 90.47% ลดลงจากไตรมาส 3 ประมาณ 18.62% ซึ่งตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า โรงงานสำเร็จรูปยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับ คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) ภาพรวมก็ยังคงเป็นไปในทิศทางบวก ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราการว่างเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 84.77% ลดลงจากไตรมาส 3/2568 ถึง 11.50% การเติบโตของคลังสินค้าสำเร็จรูปสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และความต้องการในการจัดเก็บสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ในช่วงต้นปีถึงไตรมาส 3/2568 ความต้องการอาจมีการชะลอตัวบ้างจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา แต่โดยรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่น่าสนใจในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมระดับโลก
มหาสงครามแห่งเทคโนโลยี: 5 เสาหลักเศรษฐกิจใหม่ที่สหรัฐฯ กำลังผลักดัน
สิ่งที่เรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือทิศทางและแนวทางการลงทุนครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเองครั้งใหญ่ โดยการทุ่มงบประมาณและการลงทุนจำนวนมหาศาล เพื่อยกระดับตำแหน่งของตนเองในเวทีโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนของสหรัฐฯ จะมุ่งเน้นไปที่ 5 แกนหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนี้
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การลงทุนในส่วนนี้จะครอบคลุมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เครือข่ายการสื่อสารความเร็วสูง และเทคโนโลยีคลาวด์
Advanced Manufacturing & Semiconductor: อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอกและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การลงทุนในส่วนนี้จะรวมถึงการสร้างโรงงานผลิตชิป การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัย
Energy Security (รวม SMRs): ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ การลงทุนในส่วนนี้จะครอบคลุมถึงพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน และที่สำคัญคือ Small Modular Reactors (SMRs) หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต ที่สามารถให้พลังงานปริมาณมหาศาลได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
BioScience & Life Sciences: การยกระดับอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากเดิมที่เป็นเพียงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไปสู่ประเด็นความมั่นคงของชาติ การลงทุนในส่วนนี้จะรวมถึงการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ยา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และชีวภัณฑ์ต่างๆ
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่งบประมาณทางทหาร แต่หมายถึงเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การลงทุนในส่วนนี้จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบอาวุธที่ทันสมัย ระบบป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงอื่นๆ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคของการ De-risking หรือการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และ Friend-shoring หรือการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่มีความพร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์
ประเทศไทย: ศักยภาพที่พร้อมรับคลื่นการลงทุน
ในปี 2569 นี้ ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างสำหรับประเทศไทย ด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เรามีทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นิคมอุตสาหกรรมชั้นนำ โลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ เครือข่ายซัพพลายเชนระดับภูมิภาค และประสบการณ์การผลิตในอุตสาหกรรมระดับโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรเลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง พวกเขาก็ได้กระจายงานด้านการผลิต การประกอบ และการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้า การทุ่มงบประมาณลงทุนของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศที่มีความพร้อมในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซัพพลายเชน
4 ด้านสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาส
เพื่อที่จะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดการลงทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา และยกระดับบทบาทของประเทศไทยจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Industrial & Logistics Hub)” ของภูมิภาค เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ดังนี้
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: นี่คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่นักลงทุนระดับโลกจะพิจารณา การมีแหล่งพลังงานที่เพียงพอ มั่นคง และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ รวมถึงโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและรองรับการใช้พลังงานปริมาณสูงได้ จะเป็นจุดแข็งที่สำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพิจารณาเทคโนโลยี SMRs ในอนาคตอันใกล้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านนี้
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง: เราต้องยกระดับนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่ และพัฒนาใหม่ๆ ให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย มาตรฐานความปลอดภัยที่สูง เทคโนโลยีที่ช่วยในการบริหารจัดการ เช่น Smart Grid, ระบบ Waste Management ที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมาก
ความรวดเร็วในการอนุมัติและนโยบายที่ชัดเจน: กระบวนการทางกฎหมายและกฎระเบียบที่ล่าช้าและซับซ้อน เป็นอุปสรรคสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เราต้องปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องในระดับรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนระยะยาว
การพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องมีบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถในการใช้งานและพัฒนานวัตกรรมเหล่านั้น การลงทุนในการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง, Bio-technology, Advanced Manufacturing และ AI เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและก้าวทันความต้องการของตลาดโลก
เทรนด์การลงทุนที่จะเกิดขึ้นในปี 2569
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น:
Electronics & Semiconductor Parts: การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตชิปขั้นสูง
EV & Battery: อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ
Data Center & Digital Infrastructure: การลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลและบริการออนไลน์
Bio-manufacturing & Medical Supply: การผลิตชีวภาพและเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางสุขภาพ
Advanced Logistics & Cold Chain: โลจิสติกส์ขั้นสูงและระบบห้องเย็น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะ โรงงาน Built-to-Suit ขนาดใหญ่ และโรงงานที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า (Customized Factories) จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ การขยายตัวของ Data Center ที่ต้องการแหล่งพลังงานที่มีความเสถียรสูง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรม รวมถึง คลังสินค้า ในทำเลที่เชื่อมต่อกับท่าเรือและสนามบิน ก็จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำเลที่ตั้งและผู้ประกอบการที่สามารถ การันตีความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า น้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียรในระยะยาว จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการเข้าถึงความต้องการของตลาดเหล่านี้
อนาคตสดใสของประเทศไทยในเวทีโลก
ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นมหานครแห่งอุตสาหกรรม 4.0 ที่สำคัญของโลก หากเราสามารถปรับตัวและเตรียมความพร้อมได้อย่างทันท่วงที การลงทุนจากสหรัฐอเมริกาและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม
ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลัง ร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตของภาคอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

