ประเทศไทย: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมโลกยุคใหม่ – โอกาสทองจากสหรัฐอเมริกา
ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการผลักดันนโยบายและเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งมั่นปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระดับโลกสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มากว่าทศวรรษ ผมมองเห็นโอกาสอันท้าทายและยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทยจะต้องคว้าไว้ให้ได้
ภาพรวมตลาดนิคมอุตสาหกรรมไทย: สัญญาณบวกที่ไม่อาจมองข้าม
ข้อมูลจากปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมไทย สถิติชี้ว่า ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวมมีประมาณ 221,788 ไร่ โดยมีอัตราการเช่าครองที่ดินอยู่ที่ประมาณ 93.48% หรือมีพื้นที่ว่างเพียง 6.52% ซึ่งลดลงจากช่วงไตรมาส 3 อย่างเห็นได้ชัด ราคาที่ดินเฉลี่ยในนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงอุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีพื้นที่อีกกว่า 18,367 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ รองรับความต้องการในอนาคต
ในส่วนของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) พบว่าในไตรมาส 4 ปี 2568 ไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปที่ให้บริการคงอยู่ที่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราการเช่าครองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90.47% หรือมีพื้นที่ว่างเพียง 9.53% ซึ่งลดลงถึง 18.62% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
ขณะที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดย ณ สิ้นปี 2568 มีพื้นที่รวมเพิ่มขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร และมีอัตราการเช่าครองเฉลี่ยสูงถึง 84.77% หรือมีพื้นที่ว่างเพียง 15.23% ซึ่งลดลง 11.50% จากไตรมาส 3 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับพื้นที่โลจิสติกส์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
โดยรวมแล้ว ความต้องการทั้งที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แม้ในช่วงต้นปีถึงไตรมาส 3 ปี 2568 อาจจะมีความชะลอตัวบ้างจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค
5 แกนเศรษฐกิจใหม่: ทิศทางการลงทุนของสหรัฐที่ไทยต้องจับตา
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือทิศทางการลงทุนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการ “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง โดยการอัดฉีดงบประมาณและการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกำหนดตำแหน่งของสหรัฐฯ ในโลกยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ การลงทุนเหล่านี้จะครอบคลุม 5 แกนหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนี้:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ความต้องการด้านนี้จะผลักดันให้เกิดการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ระบบเครือข่ายที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างมหาศาล
Advanced Manufacturing & Semiconductor: อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์กำลังได้รับความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนและความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของทุกอุตสาหกรรม พลังงานสะอาดที่เสถียรและเชื่อถือได้ เช่น Small Modular Reactors (SMRs) กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต
BioScience & Life Sciences: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้รับการยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ สู่ประเด็นความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการผลิตยา วัคซีน และเทคโนโลยีทางการแพทย์
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่งบประมาณกลาโหม แต่เป็นเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคของ De-risking หรือการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และ Friend-shoring หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไปยังประเทศที่มีความพร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์
ประเทศไทย: โอกาสเชิงโครงสร้างในฐานะ Strategic Industrial & Logistics Hub
สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้าง ด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนที่สุดในอาเซียน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ท่าเรือ ซัพพลายเชนระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตให้กับอุตสาหกรรมระดับโลก
เมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตรต่างๆ เลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง และกระจายงานในด้านการผลิต การประกอบ รวมถึงการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนและกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างๆ ทั่วโลก ประเทศไทยจึงมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญ
การอัดฉีดงบประมาณและการลงทุนของสหรัฐฯในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสที่ได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีความพร้อมในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซัพพลายเชน
4 ด้านที่ไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสการลงทุนจากสหรัฐฯ
เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับความพร้อมใน 4 ด้านหลัก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นจาก “ฐานการผลิต” สู่การเป็น “Strategic Industrial & Logistics Hub” หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอ เสถียร และเชื่อถือได้ การวางแผนพลังงานระยะยาว การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการเปลี่ยนแปลง และการส่งเสริมพลังงานสะอาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: นิคมอุตสาหกรรมต้องได้รับการยกระดับให้มีระบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, Bio-manufacturing, และ Advanced Manufacturing ได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
ความรวดเร็วในการอนุมัติขั้นตอนการลงทุนและนโยบายที่ชัดเจน: ความคล่องตัวในการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความชัดเจนเชิงนโยบายจากระดับรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้เร็วขึ้น
การพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง: การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ จำเป็นต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น ด้านเทคโนโลยีชั้นสูง, Bio-manufacturing, และ Advanced Manufacturing รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม และส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม
เทรนด์การลงทุนที่น่าจับตาในปี 2569
จากแนวโน้มข้างต้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่:
Electronics & Semiconductor Parts: การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
EV & Battery: อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
Data Center & Digital Infrastructure: ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
Bio-manufacturing & Medical Supply: การผลิตทางชีวภาพและเวชภัณฑ์
Advanced Logistics & Cold Chain: โลจิสติกส์ขั้นสูงและโซ่อุปทานความเย็น
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในรูปแบบของโรงงาน Built-to-Suit ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย การขยายตัวของ Data Center ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงและเสถียรภาพ รวมถึงคลังสินค้าในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือและสนามบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำเลที่สามารถรับประกันความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า น้ำสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน จะสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตได้อย่างเต็มที่
บทสรุป: ก้าวต่อไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ประเทศไทยมีศักยภาพที่แข็งแกร่งในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคตของภูมิภาค ด้วยปัจจัยสนับสนุนมากมาย ทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ประสบการณ์ และที่สำคัญที่สุด คือ โอกาสครั้งใหญ่จากนโยบายการลงทุนของสหรัฐอเมริกา
การเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านหลักข้างต้น คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้สำเร็จ หากเราสามารถวางรากฐานที่แข็งแกร่ง และดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของโลก เราจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และยกระดับประเทศให้เป็นที่ยอมรับในเวทีอุตสาหกรรมโลกได้อย่างแท้จริง
ถึงเวลาแล้วที่ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อคว้าโอกาสครั้งสำคัญนี้ และร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสให้กับวงการอุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ.

