ประเทศไทย: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต – เตรียมความพร้อม 4 มิติ รับกระแสลงทุนโลก
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการอันน่าทึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้ ที่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงโอกาสทองในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
ปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการปรับฐานและเตรียมความพร้อมสำหรับหลายอุตสาหกรรม โดยข้อมูลจาก Cushman & Wakefield ประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจหลายประการ สำหรับ นิคมอุตสาหกรรม ประเทศไทย ณ สิ้นปี 2568 มีพื้นที่รวมประมาณ 221,788 ไร่ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6.52% ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ขณะเดียวกัน ราคาประเมินที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการที่ยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มเติบโต ขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีพื้นที่กว่า 18,367 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่
ในส่วนของ โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และ คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า ตลาดก็แสดงสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4 ปี 2568 ไม่มีอุปทานใหม่ของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (RBFs) เข้าสู่ตลาด ส่งผลให้พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าอยู่ที่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ยลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึงประมาณ 9.53% ซึ่งต่ำกว่าไตรมาส 3 อยู่ถึง 18.62% บ่งชี้ถึงความต้องการที่แข็งแกร่ง ส่วน คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (RBWs) ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี 2568 มีพื้นที่รวมอยู่ที่ 6.05 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.23% ซึ่งลดลงกว่า 11.50% จากไตรมาส 3
ปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับ ที่ดินอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และ คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า ในประเทศไทย แม้จะมีช่วงชะลอตัวบ้างในบางช่วงเวลาของปี 2568 ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก เช่น การปรับพิกัดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยยังคงรักษาความน่าสนใจในฐานะทำเลทองสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
5 แกนเศรษฐกิจใหม่: สหรัฐอเมริกาผนึกกำลังขับเคลื่อนอนาคต
สิ่งที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ กลยุทธ์และทิศทางการลงทุนของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังอยู่ในช่วง “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง ด้วยการอัดฉีดงบประมาณและเงินลงทุนมหาศาล เพื่อกำหนดบทบาทและตำแหน่งของสหรัฐฯ ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนครั้งใหญ่นี้จะครอบคลุม 5 แกนหลักสำคัญของเศรษฐกิจแห่งอนาคต ดังนี้
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมในอนาคต การลงทุนในส่วนนี้จะครอบคลุมตั้งแต่โครงข่าย 5G, ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AI ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีต่างๆ จะได้รับการยกระดับขีดความสามารถ เพื่อให้สหรัฐฯ สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญนี้
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงาน คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งต้องอาศัยแหล่งพลังงานปริมาณมหาศาล และต้องเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMRs) หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก จึงถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยุคใหม่
BioScience & Life Sciences: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต จะถูกยกระดับจากเพียงแค่อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ไปสู่การเป็นประเด็นความมั่นคงของชาติ การวิจัยและพัฒนาวัคซีน ยารักษาโรค และเทคโนโลยีทางการแพทย์ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขในระดับโลก
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ใช่เพียงแค่งบประมาณด้านการทหาร แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การลงทุนในส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและรักษาเสถียรภาพของชาติ
ภายใต้ทิศทางดังกล่าว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “De-risking” หรือการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึง “Friend-shoring” หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไปยังประเทศที่มีความพร้อม มีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์
โอกาสทองสำหรับประเทศไทย: Ecosystem อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน
สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ เนื่องจากเรามี Ecosystem หรือระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย นิคมอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงถึงกัน ท่าเรือน้ำลึก ระบบซัพพลายเชนระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตเพื่อตลาดโลก
ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรต่างๆ เลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศของตนเอง และกระจายงานในด้านการผลิต การประกอบ การขยายกำลังการผลิต ไปยังนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างๆ การอัดฉีดงบลงทุนของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสอันได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีความพร้อมในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ
เร่งปรับ 4 มิติสำคัญ: กุญแจสู่การเป็น Strategic Industrial & Logistics Hub
เพื่อคว้าโอกาสครั้งสำคัญนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเอง จากการเป็นเพียงฐานการผลิต สู่การเป็น Strategic Industrial & Logistics Hub หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค โดยต้องเร่งสร้างความชัดเจนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน 4 ด้านหลัก ดังนี้
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: นี่คือหัวใจสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสูงอย่าง Data Center หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคง หลากหลาย และสะอาด เป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจลงทุน ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น และมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง: เราไม่สามารถพึ่งพานิคมอุตสาหกรรมรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป การพัฒนา นิคมอุตสาหกรรม ประเทศไทย ให้มีระบบและเทคโนโลยีที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Advanced Manufacturing, Semiconductor, AI, และ Bio-manufacturing เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้รวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานสูงสุด การจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
ความรวดเร็วในการอนุมัติและการสนับสนุนเชิงนโยบาย: ความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในยุคนี้ การลดขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ การสร้างความชัดเจนและต่อเนื่องเชิงนโยบายจากระดับรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างมหาศาล
การพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง: การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจะไร้ความหมายหากขาดบุคลากรที่มีทักษะ ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง, Bio-manufacturing, Advanced Manufacturing, และ Data Science
ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2569
จากแนวโน้มและปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น คาดการณ์ได้ว่าปี 2569 จะเป็นปีที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทยจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
Electronics & Semiconductor parts: ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เติบโตตาม
EV & Battery: อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีศักยภาพสูง และประเทศไทยมีนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตอย่างชัดเจน
Data Center & Digital Infrastructure: การขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง จะผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพ
Bio-manufacturing & Medical Supply: ความสำคัญของอุตสาหกรรมชีวภาพและการผลิตเวชภัณฑ์จะเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพและความมั่นคงทางสาธารณสุข
Advanced Logistics & Cold Chain: ความต้องการระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและระบบห้องเย็นจะเติบโตตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและ E-commerce
การเลือกทำเลที่ตั้ง: ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ด้วยความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของโรงงานแบบ Built-to-Suit ขนาดใหญ่และขนาดต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงการขยายตัวของ Data Center ที่ต้องการพลังงานสูงและเสถียร และความต้องการคลังสินค้าในทำเลที่เชื่อมต่อกับท่าเรือและสนามบิน จะทำให้ทำเลที่ตั้งและผู้ประกอบการที่มีความพร้อม กลายเป็นปัจจัยชี้ขาด
ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถการันตีในเรื่องของ พลังงานไฟฟ้า ที่มั่นคง น้ำสะอาด และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว จะเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของตลาดได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับพื้นที่หรือทำเลที่ยังขาดแคลนหรือไม่พร้อมในปัจจุบัน
ก้าวต่อไป: สร้างโอกาสสู่อนาคตที่ยั่งยืน
การเตรียมความพร้อม 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองต่อกระแสการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา แต่คือการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก
สำหรับองค์กรของท่านที่กำลังมองหาทำเลศักยภาพสำหรับการลงทุน หรือต้องการยกระดับกระบวนการผลิตและโลจิสติกส์ของท่านให้สอดรับกับเทรนด์โลกยุคใหม่ อย่ารอช้า! การตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในวันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจของท่านไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้ โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของท่าน.

