ประเทศไทย: สนามพลังใหม่ ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมยุคหน้า ด้วย 4 ความพร้อมเชิงกลยุทธ์
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่คลุกคลีอยู่ในตลาดมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของภาคการผลิตในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด จากการเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก สู่การยกระดับตนเองเพื่อรองรับคลื่นการลงทุนใหม่ๆ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของตนเองในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ปี 2569 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสทองของประเทศไทย หากเราสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมไทย: สัญญาณบวกที่แข็งแกร่ง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลถึงสิ้นปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในประเทศไทยที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการชะลอตัวเล็กน้อยในช่วงต้นปีถึงไตรมาส 3/68 จากปัจจัยความไม่แน่นอนด้านอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา แต่ภาพรวมยังคงสดใส
ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม: สิ้นปี 2568 มีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมรวมประมาณ 221,788 ไร่ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จาก 8.31% ในไตรมาส 3 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6.52% สะท้อนถึงความต้องการที่ดินสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ โดยยังมีที่ดินอีกราว 18,367 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (RBFs): ในไตรมาส 4/68 ตลาดโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าอยู่ที่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร และอัตราการว่างเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 18.62% มาอยู่ที่ประมาณ 9.53% บ่งชี้ถึงความต้องการโรงงานสำเร็จรูปที่สูงจนแทบจะเต็มกำลัง
คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (RBWs): สิ้นปี 2568 พื้นที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าได้ขยายตัวขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร โดยอัตราการว่างเฉลี่ยลดลง 11.50% มาอยู่ที่ประมาณ 15.23% แสดงให้เห็นว่าภาคโลจิสติกส์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น
สหรัฐฯ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในขณะนี้ คือการที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศ “รีเซ็ตโครงสร้างอุตสาหกรรม” ด้วยการทุ่มงบประมาณและการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและความมั่นคงของประเทศในยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนของสหรัฐฯ นี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 5 แกนหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ได้แก่:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจหลักของยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือการพัฒนาระบบอัตโนมัติ การลงทุนในส่วนนี้จะผลักดันให้เกิดความต้องการโครงข่ายการสื่อสารที่รวดเร็วและเสถียร รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สหรัฐฯ ต้องการกลับมามีความแข็งแกร่งอีกครั้ง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่มีความเสถียรและยั่งยืน โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตพลังงานปริมาณมากได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
BioScience & Life Sciences: สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้รับการยกระดับจากการเป็นเพียงอุตสาหกรรมสุขภาพ สู่ประเด็นความมั่นคงของชาติ การลงทุนในส่วนนี้จะครอบคลุมถึงการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ยา การผลิตเวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวข้อง
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงบประมาณกลาโหม แต่เป็นเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การลงทุนในส่วนนี้สะท้อนถึงแนวคิด “De-risking” หรือการลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และ “Friend-shoring” หรือการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่เชื่อถือได้และมีความปลอดภัยทางยุทธศาสตร์
ประเทศไทย: Ecosystem ที่แข็งแกร่ง พร้อมชิงส่วนแบ่งการลงทุน
ประเทศไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เนื่องจากเรามี “Ecosystem” หรือระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย:
โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง: ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง ท่าเรือ และสนามบิน
นิคมอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ: รองรับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท
ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาค: อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า
ซัพพลายเชนระดับโลก: ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนและประกอบ
ความพร้อมด้านแรงงาน: แม้จะต้องการการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่มีศักยภาพ
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมีแนวโน้มที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง และกระจายงานด้านการผลิต การประกอบ และการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยง ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างยิ่งในการดึงดูดการลงทุนในภาคการผลิตเหล่านี้
4 ด้านสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมพร้อม
เพื่อคว้าโอกาสในการลงทุนครั้งใหญ่นี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพของตนเองให้พร้อมรองรับ และปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงฐานการผลิต สู่การเป็น “Strategic Industrial & Logistics Hub” หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค โดยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น Data Center หรือโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ต้องการแหล่งพลังงานที่มั่นคง มีเสถียรภาพ และเพียงพอในระยะยาว การพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ และการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น SMRs จะเป็นปัจจัยชี้ขาด
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงและเทคโนโลยีทันสมัย: นิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการน้ำเสีย ระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยี AI และ IoT ภายในนิคม
ความรวดเร็วในการอนุมัติและนโยบายที่ชัดเจน: การลดขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุมัติการลงทุนต่างๆ ตั้งแต่การขออนุญาต การออกใบอนุญาต ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ นโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
การพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต: การลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงใหม่ๆ จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง การพัฒนาหลักสูตรการศึกษา การฝึกอบรม และการยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI, Bio-manufacturing, Advanced Manufacturing และ Robotics จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
โอกาสในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะมาถึง:
ในปี 2569 เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในตลาดอุตสาหกรรมไทยดังนี้:
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย: โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Electronics & Semiconductor parts, EV & Battery, Data Center & Digital Infrastructure, Bio-manufacturing & Medical Supply, และ Advanced Logistics & Cold Chain
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: ทั้งโรงงานแบบ Built-to-Suit ที่สร้างขึ้นตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า (Customized Industrial Facilities) การขยายตัวของ Data Center ที่ต้องการพลังงานสูงและเสถียรภาพ รวมถึงคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือและสนามบินได้อย่างสะดวก
ความสำคัญของความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ: ทำเลที่ตั้งและผู้ประกอบการที่สามารถการันตีความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า น้ำสะอาด และระบบสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานในระยะยาว จะสามารถดึงดูดความต้องการในส่วนนี้ได้มากกว่า
บทสรุปและก้าวต่อไป
การลงทุนมหาศาลของสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ถือเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์สำหรับประเทศไทย หากเราสามารถเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถดึงดูดการลงทุนที่สำคัญเหล่านี้มาสู่ประเทศ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง
ในฐานะผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรม นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่คุณจะต้องพิจารณาถึงโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น การศึกษาข้อมูลเชิงลึก การวางแผนกลยุทธ์ และการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จในยุคใหม่นี้ มาร่วมกันคว้าโอกาสนี้เพื่ออนาคตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไทยกันเถอะ!

