ไทยรุกหนัก! ดึงดูดการลงทุนสหรัฐฯ ยุคใหม่: โอกาสทองของนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มากว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ถึงพลวัตอันน่าตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระดับโลกที่สหรัฐอเมริกากำลังเป็นผู้นำ การลงทุนก้อนใหญ่ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามานี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ยังเป็นการตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน
ภาพรวมอุตสาหกรรมไทย ปี 2568: สัญญาณบวกที่มองข้ามไม่ได้
จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 บ่งชี้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมของไทยยังคงมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง ตัวเลขที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 221,788 ไร่ มีอัตราการครองพื้นที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.52% ซึ่งถือว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง จากช่วงไตรมาส 3 ที่มีอัตราว่างประมาณ 8.31% ราคาที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมได้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ยังมีที่ดินอีกกว่า 18,367 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ในส่วนของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Factories – RBFs) ตลาดนี้ก็แสดงสัญญาณที่น่าสนใจ ในไตรมาส 4 ของปี 2568 ไม่มีการสร้างโรงงานสำเร็จรูปแห่งใหม่เข้าสู่ตลาด แต่พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าที่มีอยู่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร กลับมีอัตราการว่างเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 18.62% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.53% นี่คือเครื่องยืนยันว่าความต้องการโรงงานประเภทนี้ยังคงมีสูง
สำหรับคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (Ready-Built Warehouses – RBWs) ตลาดนี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ณ สิ้นปี 2568 มีพื้นที่รวมประมาณ 6.05 ล้านตารางเมตร และอัตราการว่างเฉลี่ยลดลง 11.50% จากไตรมาส 3 เหลือเพียง 15.23% ตัวเลขเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ถึงความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีความผันผวนบ้างจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ แต่ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม
5 แกนเศรษฐกิจใหม่: ทิศทางการลงทุนของสหรัฐฯ ที่ไทยต้องคว้าให้ทัน
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ทิศทางการลงทุนใหม่ๆ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการ “รีเซ็ต” โครงสร้างอุตสาหกรรมประเทศครั้งใหญ่ สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อยกระดับขีดความสามารถและกำหนดตำแหน่งของตนเองในโลกยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนของสหรัฐฯ นี้จะมุ่งเน้นไปที่ 5 แกนหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต การลงทุนในด้านนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลและความเสถียรสูง
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอีกภาคส่วนที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอกและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนจะมีความสำคัญมากขึ้น
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงานคือปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมทุกแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความต้องการพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) ถูกผลักดันให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ด้วยศักยภาพในการผลิตพลังงานสะอาดที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ
BioScience & Life Sciences: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์กำลังถูกยกระดับจากเพียงแค่อุตสาหกรรมสุขภาพ ไปสู่ประเด็นความมั่นคงของประเทศ การลงทุนในด้านนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนายา วัคซีน ไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงไม่เพียงแต่หมายถึงงบประมาณกลาโหม แต่ยังเป็นแกนกลางสำคัญที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น AI พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การลงทุนในส่วนนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์และความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังนำพาสู่ยุคแห่ง “De-risking” หรือการลดความเสี่ยง และ “Friend-shoring” หรือการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่พร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทย
ไทย: โอกาสเชิงโครงสร้างในปี 2569
สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ด้วยระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจรที่สุดในอาเซียน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุม ท่าเรือ เส้นทางการขนส่งระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตสินค้าให้กับอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก
เมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตรเลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศ และกระจายการผลิตและการประกอบการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยง ประเทศที่มีความพร้อมด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI และห่วงโซ่อุปทาน จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล การลงทุนก้อนใหญ่จากสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยต้องคว้าไว้ให้ได้
4 ด้านสำคัญที่ไทยต้องเร่งยกระดับ เพื่อพิชิตโอกาสการลงทุนจากสหรัฐฯ
เพื่อรองรับการลงทุนก้อนใหญ่จากสหรัฐฯ ในปี 2569 ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงและยกระดับศักยภาพใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและศูนย์ข้อมูล ต้องการแหล่งพลังงานที่มั่นคง เสถียร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย และการพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เช่น SMRs จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูงที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ประเทศไทยต้องพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล หรืออุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี นิคมอุตสาหกรรมต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่การบริหารจัดการพลังงาน น้ำ การสื่อสาร ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย
ความรวดเร็วและความชัดเจนในนโยบาย: กระบวนการอนุมัติการลงทุนที่รวดเร็วและโปร่งใส เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ ความชัดเจนเชิงนโยบายตั้งแต่ระดับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (Ease of Doing Business) ถือเป็นหัวใจสำคัญ
การพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต: การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, Bio-manufacturing และ Advanced Manufacturing ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและพร้อมสำหรับอนาคต
โอกาสที่รออยู่: FDI ที่ขยายตัว และความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
ในปี 2569 เราจะได้เห็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่, ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, การผลิตชีวภาพและเวชภัณฑ์, รวมถึงโลจิสติกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain)
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งโรงงานแบบ Built-to-Suit ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ต้องการพลังงานสูงและมีความเสถียรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคลังสินค้าในทำเลที่เชื่อมต่อกับท่าเรือและสนามบินจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ผู้ประกอบการและทำเลที่สามารถรับประกันเรื่องการจัดหาพลังงานไฟฟ้าและน้ำสะอาดในระยะยาว จะได้รับความได้เปรียบอย่างมาก
ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเอง จากเดิมที่เป็นเพียงฐานการผลิต สู่การเป็น “Strategic Industrial & Logistics Hub” หรือศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค การดำเนินการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนแห่งอนาคต
ก้าวต่อไป:
โอกาสในการดึงดูดการลงทุนมหาศาลจากสหรัฐฯ และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค กำลังรออยู่ตรงหน้า หากคุณคือผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ภาคอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน การเตรียมความพร้อม การปรับตัว และการมองหาโอกาสใหม่ๆ คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ถึงเวลาแล้วที่จะสำรวจศักยภาพของคุณ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไกลกว่าที่เคย

