นิคมอุตสาหกรรมไทย: โอกาสทองรับการลงทุนสหรัฐ พร้อมปรับโครงสร้างสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มากว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งการพลิกโฉมครั้งสำคัญ ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากการลงทุนก้อนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั่วโลก การเตรียมความพร้อมเชิงรุกของไทยจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการคว้าส่วนแบ่งทางการตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาลนี้
ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมไทย: ความต้องการที่พุ่งทะยาน
ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งใน ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 221,788 ไร่ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพของไทย แม้ว่าราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยประมาณ 8.31 ล้านบาทต่อไร่ หรือประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อีกกว่า 18,367 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่กำลังจะเกิดขึ้น
สำหรับ โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (RBFs) นั้น ในไตรมาส 4 ของปี 2568 ตลาดได้แสดงสัญญาณที่น่าจับตาอย่างยิ่ง โดยไม่มีการเพิ่มซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้พื้นที่รวมของโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.42 ล้านตารางเมตร มีอัตราการใช้ประโยชน์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราว่างเฉลี่ยลดลงถึง 18.62% จากไตรมาสก่อนหน้า สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับโรงงานที่พร้อมเข้าใช้งานทันที
ในส่วนของ คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า (RBWs) สถานการณ์ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่คลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าได้ขยายตัวขึ้นเป็น 6.05 ล้านตารางเมตร และอัตราการว่างเฉลี่ยลดลงถึง 11.50% จากไตรมาส 3 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม, โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า, และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่าในประเทศไทย สะท้อนถึงการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ แม้ในช่วงต้นปีถึงไตรมาส 3/68 อาจมีความกังวลจากปัจจัยภายนอก แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก: 5 เสาหลักแห่งอนาคต
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการสังเกตการณ์ตลาดในปัจจุบัน คือการทำความเข้าใจถึงทิศทางการลงทุนและยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา “พงษ์พันธ์ พลอยเพ็ชร” หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์, คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐกำลังดำเนินการ “รีเซ็ตโครงสร้าง” อุตสาหกรรมของตนเอง ด้วยการอัดฉีดงบประมาณและการลงทุนขนาดมหาศาล เพื่อยกระดับบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี, ความมั่นคง, และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การลงทุนครั้งใหญ่นี้จะครอบคลุม 5 แกนหลักสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก:
AI & Digital Infrastructure: ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต การลงทุนในส่วนนี้จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น และความต้องการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Advanced Manufacturing & Semiconductor: การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่สหรัฐให้ความสำคัญ สู่การพึ่งพาตนเองและลดความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานที่เคยเปราะบาง
Energy Security (รวม SMRs หรือ Small Modular Reactors): ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่เสถียรในระยะยาว เทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMRs) กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับพลังงานแห่งอนาคต
BioScience & Life Sciences: อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดูแลสุขภาพอีกต่อไป แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นสู่ประเด็นความมั่นคงของชาติ การลงทุนในด้านนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิต
Defense & Security Technology: เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งบประมาณกลาโหม แต่เป็นเทคโนโลยีแกนกลางที่เชื่อมโยงกับ AI, พลังงาน, เซมิคอนดักเตอร์, และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
“โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค De-risking หรือการลดความเสี่ยง และ Friend-shoring โดยกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไปยังประเทศที่มีความพร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัยในเชิงยุทธศาสตร์” คุณพงษ์พันธ์ กล่าวเสริม
ไทย: จุดยุทธศาสตร์แห่งโอกาสเชิงโครงสร้าง
สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งโอกาสเชิงโครงสร้างอันมีค่าอย่างยิ่ง เนื่องจากเรามี Ecosystem ด้านอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน, นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูง, ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยง, ท่าเรือ, ไปจนถึงซัพพลายเชนระดับภูมิภาค และประสบการณ์อันยาวนานในการเป็นฐานการผลิตให้กับอุตสาหกรรมระดับโลก
ขณะที่สหรัฐและพันธมิตรเลือกที่จะเก็บงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ภายในประเทศ แต่ก็กระจายงานด้านการผลิต, การประกอบ, และการขยายกำลังการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนและกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างๆ ทั่วโลก การอัดฉีดงบประมาณการลงทุนของสหรัฐในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยที่มีความพร้อมในด้านพลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), และซัพพลายเชน จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
4 ด้านสำคัญที่ไทยต้องเร่งเตรียมพร้อมเพื่อการลงทุนสหรัฐ
เพื่อคว้าโอกาสทองนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเองจากเพียงฐานการผลิต ไปสู่ Strategic Industrial & Logistics Hub หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค โดยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลักอย่างจริงจัง:
ความพร้อมด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า: การลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคยุคใหม่ต้องการพลังงานที่มั่นคงและเพียงพอ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน และการสร้างความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า ให้สามารถรองรับการใช้พลังงานปริมาณมหาศาลได้อย่างต่อเนื่อง
นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพสูง: การพัฒนา นิคมอุตสาหกรรมสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีระบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โรงงานผลิตชิป, โรงงาน EV และแบตเตอรี่, Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความรวดเร็วและชัดเจนเชิงนโยบาย: การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติและขั้นตอนต่างๆ ให้รวดเร็วและโปร่งใส เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน การมีนโยบายที่ชัดเจนจากระดับรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ
การพัฒนาทักษะแรงงาน: การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง, Bio-manufacturing, และ Advanced Manufacturing เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การลงทุนใน ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการส่งเสริมการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ
โอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง: Built-to-Suit, Data Center, และ Logistics
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดว่าจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่:
Electronics & Semiconductor parts: โดยเฉพาะในส่วนของ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ เซมิคอนดักเตอร์
EV & Battery: การเติบโตของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ การผลิตแบตเตอรี่ จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
Data Center & Digital Infrastructure: ความต้องการ Data Center ที่ใช้พลังงานสูงและเสถียร จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Bio-manufacturing & Medical Supply: การขยายตัวของ อุตสาหกรรมชีวภาพ และ อุปกรณ์ทางการแพทย์
Advanced Logistics & Cold Chain: การพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ขั้นสูง และ Cold Chain ที่มีประสิทธิภาพ
ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งในรูปแบบ โรงงาน Built-to-Suit หรือโรงงานที่สร้างขึ้นตามความต้องการของลูกค้า (Customized Factory) และโรงงานขนาดใหญ่ จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำเลที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงกับท่าเรือและสนามบินได้อย่างสะดวก จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก
ดังนั้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถรับประกันเรื่อง พลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง, น้ำสะอาด, และ โครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ในระยะยาว จะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการตลาดนี้ได้มากกว่า ผู้ที่ยังขาดความพร้อม หรือมีข้อจำกัดในด้านเหล่านี้
ก้าวสู่ศตวรรษแห่งอุตสาหกรรมไทย
การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมเชิงรุก คือกุญแจสำคัญในการคว้าโอกาสทองนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่น และหากเราสามารถบูรณาการจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการ, นักลงทุน, และหน่วยงานภาครัฐ จะต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย หากท่านคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาโอกาส หรือต้องการวางแผนกลยุทธ์สำหรับธุรกิจของท่านในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อย่ารอช้า ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ และสร้างสรรค์โซลูชันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความสำเร็จของท่านในตลาดที่กำลังเติบโตนี้

