ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: กลยุทธ์ “ประคองตัว” พร้อมรุกธุรกิจโรงแรมของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และยากที่จะคาดการณ์การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยได้อย่างแม่นยำ ตลาดอสังหาทรัพย์ไทยจึงยังคงเป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH): ปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทาย
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้ประกาศแผนการดำเนินงานปี 2569 โดยเน้นยุทธศาสตร์ “ประคองตัว” ลดระดับสินค้าคงเหลือและหนี้สินต่อทุน พร้อมปรับทิศทางการลงทุน โดยจะเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบทั้งหมด และชะลอการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ เนื่องจากตลาดมีซัพพลายค้างอยู่จำนวนมาก ประกอบกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่สูงขึ้นถึง 30% ในทุกระดับราคา
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ว่า “ปีนี้ยังเป็นอีกปีที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เราเน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) และรักษาความสามารถในการแข่งขัน หากเร่งเปิดโครงการใหม่ในช่วงเวลานี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดโดยรวมได้”
การลงทุนใหม่: เน้นแนวราบและรุกธุรกิจโรงแรม
สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2569 บริษัทจะเปิดเพียง 2 โครงการ ได้แก่ “นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก” โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury มูลค่า 2,220 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาขาย 60-100 ล้านบาท โดยมีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 และ “ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน” โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Upper Middle-Income มูลค่า 1,440 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาขาย 10-13 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4
เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิม บริษัทจะมีโครงการรวมทั้งสิ้น 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบ 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยมีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางไตรมาส 4
นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว บริษัทได้ปรับเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งงบประมาณลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น การซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปลงทุนในโรงแรมภายใต้แบรนด์ “Grande Centre Point”
“เราได้ลงทุนในการขยายธุรกิจโรงแรมของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว” นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ กล่าวเสริม “โดยเรามีโรงแรม Grande Centre Point Voyage ที่เมืองพัทยา ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในเครือ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยจำนวน 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำกว่า 20,000 ตร.ม. ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ เรายังมีแผนพัฒนาโครงการ Grande Centre Point Chinatown ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571”
เป้าหมายทางการเงินและการบริหารจัดการหนี้สิน
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าอยู่ที่ 9,900 ล้านบาท
ในด้านการบริหารจัดการหนี้สิน บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net Debt to Equity Ratio) จะลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน กล่าวถึงฐานะทางการเงินของบริษัทว่า “เรามีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่”
“ในปีที่ผ่านมา เราได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อใช้ในการคืนหุ้นกู้เดิมและหมุนเวียนในการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2568 มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้”
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า: เสริมแกร่งรายได้
ปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและบริการของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประกอบด้วยโครงการที่พัฒนาและบริหารจัดการอยู่ 17 แห่ง แบ่งเป็น
โรงแรม Grande Centre Point: เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง (Grande Centre Point Voyage และ Grande Centre Point Chinatown)
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง โดย 2 แห่งได้ขายเข้ากองทรัสต์แล้ว
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
“แม้ว่าในปีที่ผ่านมา รายได้รวมของเราคาดว่าจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องมาจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และการขายทรัพย์สินให้เช่าที่ส่งผลให้รายได้จากอาคารเหล่านั้นหายไป แต่เราก็ได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ที่ลุมพินีและราชดำริเร็วกว่าแผน ซึ่งช่วยชดเชยรายได้ได้บางส่วน” นายวิทย์ กล่าว
มองไปข้างหน้า: โอกาสท่ามกลางความท้าทาย
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนในปัจจุบัน แต่กลยุทธ์ “ประคองตัว” ควบคู่ไปกับการลงทุนในธุรกิจโรงแรมของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการทางการเงินที่แข็งแกร่ง และการกระจายการลงทุนไปยังภาคส่วนที่มีศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าฟันอุปสรรคและคว้าโอกาสที่ซ่อนอยู่
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 การทำความเข้าใจกลยุทธ์ของผู้เล่นหลักในตลาด เช่น แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากท่านกำลังพิจารณาการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัย หรือต้องการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ขอเชิญปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อร่วมวางแผนและก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน.

