อสังหาริมทรัพย์ไทย 2025: กลยุทธ์ฝ่าลมเศรษฐกิจ-LH มุ่งมั่นยั่งยืนสู่การเติบโต
ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายที่สำคัญสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างคาดการณ์ว่า สภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จะยังคงเป็นแรงกดดันหลักที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การฟื้นตัวของตลาดจึงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และยากที่จะคาดเดาช่วงเวลาที่ชัดเจน
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทชั้นนำอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2569 อย่างรอบคอบ โดยเน้นการบริหารจัดการที่มั่นคง การลดระดับสินค้าคงค้าง และการควบคุมภาระหนี้สิน เพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้ไปให้ได้
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2025: ท่ามกลางความไม่แน่นอน
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า “ปี 2569 ยังคงเป็นอีกปีที่ต้องประคับประคองตัวอย่างเต็มที่ เรามองเห็นแรงกดดันจากรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวน และเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อเนื่อง กำลังซื้อที่อ่อนแอจากการเข้มงวดของสินเชื่อ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การคาดการณ์ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นไปได้ยาก เรายังไม่เห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนที่จะเข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่”
จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน คือ การมีปริมาณซัพพลายที่ยังคงสูงในบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราสูงถึง 30% ในทุกระดับราคา
กลยุทธ์ LH ปี 2569: ความรอบคอบและการปรับตัวสู่โอกาสใหม่
เพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดดังกล่าว บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ปรับลดแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยเปิดโครงการมูลค่าสูงในปีที่ผ่านๆ มา โดยในปีนี้จะเปิดตัวเพียง 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการประเภทแนวราบทั้งหมด โดยชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ เนื่องจากสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน
“เราได้ปรับกลยุทธ์โดยเน้นการประคับประคองธุรกิจเป็นหลัก การบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) และการรักษาความสามารถในการแข่งขัน หากเราเร่งเปิดโครงการใหม่มากเกินไปในสภาวะเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพรวมตลาดได้” นายนพร อธิบายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ LH ยังได้ปรับแผนการลงทุน โดยหันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสการเติบโตในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ
“หากเปรียบเทียบตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้กับวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ถือว่ามีความซับซ้อนและท้าทายกว่ามาก โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ในครั้งนั้น แม้ธุรกิจจะได้รับผลกระทบ แต่ภาคครัวเรือนยังมีความแข็งแรง เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็สามารถฟื้นตัวได้ แต่ครั้งนี้ กลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อจึงอ่อนแอลงอย่างชัดเจน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์ต่างๆ จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น” นายนพร กล่าว
การลงทุนในโครงการแนวราบระดับสูง และศักยภาพของธุรกิจโรงแรม
นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 ว่า จะเน้นโครงการประเภทแนวราบระดับบน โดยมี 2 โครงการหลักที่จะเปิดตัว ได้แก่
นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury บนพื้นที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาจำหน่ายระหว่าง 60-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 2,220 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2569
ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Upper-Midscale บนพื้นที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาจำหน่ายประมาณ 10-13 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,440 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569
เมื่อรวมกับโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งหมด LH จะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์รวม 69 โครงการ มูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบถึง 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” ซึ่งคาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 ของปี 2569
การลงทุนในธุรกิจโรงแรม: Grande Centre Point สู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างรายได้ที่มั่นคง LH ได้จัดสรรงบประมาณลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และอีก 2,500 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจโรงแรมในเครือ Grande Centre Point
ไฮไลท์สำคัญคือ การก่อสร้างโรงแรมใหม่ 2 แห่ง คือ:
Grande Centre Point Voyage (พัทยา): เป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ของเครือในพัทยา มีขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม โดยมีแผนจะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2569
Grande Centre Point Chinatown (กรุงเทพฯ): มีแผนจะเปิดให้บริการในปี 2571
นอกจากนี้ LH ยังมีแผนการออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อใช้ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net D/E Ratio) จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 เท่า
เป้าหมายรายได้และยอดขายปี 2569
นายอาชวิณ ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2569 ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าอยู่ที่ 9,900 ล้านบาท
ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง: การบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (CFO) ของ LH ยืนยันว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีเยี่ยม และจากพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่
“ในปีที่ผ่านมา เราได้ออกหุ้นกู้รวมมูลค่า 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2568 เรามีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82%” นายวิทย์ กล่าว
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและการบริการ: พอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง
ปัจจุบัน LH มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและบริการภายใต้การบริหารจำนวน 17 แห่ง ประกอบด้วย:
โรงแรม Grande Centre Point: 9 แห่งที่เปิดดำเนินการแล้ว และ 2 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง (โดย 2 แห่งได้ขายเข้ากองทรัสต์แล้ว)
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
“ในปีที่ผ่านมา เราคาดว่ารายได้รวมจะลดลงประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ประกอบกับการที่บริษัทได้ขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทรัสต์ ทำให้รายได้จากทรัพย์สินเหล่านั้นลดลง อย่างไรก็ตาม การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่ลุมพินีและราชดำริ ได้เร็วกว่าแผน ก็ช่วยชดเชยรายได้ได้บางส่วน” นายวิทย์ กล่าว
แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ปี 2569: โอกาสในการลงทุนท่ามกลางความผันผวน
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 จะยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แต่สำหรับนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจในกลไกตลาด การมองหาโอกาสท่ามกลางความผันผวนย่อมเป็นสิ่งสำคัญ การลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ มีทำเลที่ตั้งโดดเด่น และบริหารจัดการโดยบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ชัดเจน เช่นเดียวกับแนวทางการดำเนินงานของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา บ้านเดี่ยวราคา 60-100 ล้านบาท หรือ บ้านเดี่ยวราคา 10-13 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพ หรือนักลงทุนที่สนใจใน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจโรงแรมที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว การศึกษาข้อมูลและพิจารณาโอกาสจากโครงการของ LH ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคงและยั่งยืน หรือต้องการค้นหาบ้านในฝันที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ อย่ารอช้า! ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและค้นพบโอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับคุณวันนี้

