วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ปี 2569: แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปรับกลยุทธ์ “เพลย์เซฟ” สู่การลงทุนโรงแรม เพื่อรับมือเศรษฐกิจผันผวน
กรุงเทพมหานคร, 21 มกราคม 2569 – ในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ถาโถมจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่แน่นอน ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว และมาตรการควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นไปอย่างยากลำบาก ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ได้ประกาศปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยหันมาเน้นการดำเนินงานแบบ “เพลย์เซฟ” (Play Safe) พร้อมเปิดแผนการลงทุนและพัฒนาโครงการใหม่ที่สะท้อนถึงความรอบคอบในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะตลาดที่อ่อนไหว
วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: ความท้าทายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหารของ LH ได้ให้ภาพสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่ายังคงเป็นปีแห่งการประคองตัว โดยระบุว่า “แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังผันผวน ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง การเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่กดดันกำลังซื้อ ทำให้ไม่กล้าจะคาดเดาได้ว่าตลาดอสังหาฯจะฟื้นตัวได้เมื่อใด เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกมาสนับสนุน”
คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตการณ์ในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่แม้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างรุนแรง แต่ผู้บริโภคในระดับกลางถึงล่างยังคงมีความแข็งแรงและมีกำลังซื้อที่พร้อมตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในทางกลับกัน วิกฤตการณ์ปัจจุบันกลับส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานต่อกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างเป็นหลัก ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากที่จะคาดการณ์ได้
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด ได้แก่:
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลัก และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงมีแนวโน้มสูง ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยและการลงทุนโดยตรง
เศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง: การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง: เป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อที่สำคัญ ทำให้ประชาชนมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยและการก่อหนี้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์
มาตรการควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวด: สถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกระดับราคา
กลยุทธ์ “เพลย์เซฟ” ของ LH: ลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคง
จากสภาพการณ์ดังกล่าว บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2569 เน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจเป็นหลัก โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้:
ชะลอการเปิดโครงการใหม่: LH ตัดสินใจลดจำนวนโครงการใหม่ที่จะเปิดในปี 2569 ให้เหลือน้อยที่สุดในรอบหลายปี โดยจะเปิดตัวเพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการแนวราบที่เลื่อนมาจากปีก่อนและโครงการใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี สะท้อนความไม่ต้องการเพิ่มภาระสต็อกสินค้าคงค้างในตลาดที่มีอุปทาน (Supply) ค่อนข้างมากอยู่แล้ว
เน้นแนวราบ ลดการลงทุนคอนโดมิเนียม: การเปิดตัวโครงการใหม่จะมุ่งเน้นไปที่โครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดระดับบนและระดับกลาง-บน โดยจะชะลอการลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากตลาดคอนโดมิเนียมยังมีซัพพลายคงค้างจำนวนมาก และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ
บริหารจัดการสภาพคล่องและลดหนี้สิน: เป้าหมายหลักของ LH ในปีนี้คือการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้มีประสิทธิภาพ ลดระดับสินค้าคงเหลือ และลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางฐานะการเงิน
เพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรม: เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างแหล่งรายได้ที่มั่นคง LH ได้เพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรม โดยมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโรงแรมภายใต้แบรนด์ Grande Centre Point
เปิดตัวโครงการใหม่: คุณภาพสูง บนทำเลศักยภาพ
แม้จะเน้นการประคองตัว แต่ LH ก็ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี โดยเน้นการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ โดยปี 2569 จะเปิดตัว 2 โครงการสำคัญ ได้แก่:
นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra-Luxury บนพื้นที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาขายระหว่าง 60-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,220 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2569 โครงการนี้เน้นการออกแบบที่หรูหรา ฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับสูง และทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น
ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน บนพื้นที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาขายประมาณ 10-13 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,440 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 โครงการนี้เน้นความคุ้มค่า ฟังก์ชันการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ครอบครัวสมัยใหม่ และทำเลที่เดินทางสะดวก
เมื่อรวมกับโครงการเดิมที่ดำเนินการอยู่ LH จะมีโครงการภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบ 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของคอนโดมิเนียม เป็นโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2569
การลงทุนในธุรกิจโรงแรม: ก้าวสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ LH ยังได้ทุ่มงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจในระยะยาว โดยมีแผนการลงทุนที่สำคัญดังนี้:
Grande Centre Point Voyage พัทยา: โรงแรมแห่งที่ 3 ของแบรนด์ในพัทยา พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นจุดขายที่สำคัญ และจะมีห้องพักจำนวน 494 ห้อง วางแผนเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2569
Grande Centre Point Chinatown: โครงการโรงแรมขนาดใหญ่ในย่านเยาวราช กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจ คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571
การลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระจายการลงทุนของ LH เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายเพียงอย่างเดียว และเป็นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
เป้าหมายทางการเงินปี 2569: สร้างการเติบโตภายใต้ความท้าทาย
แม้จะเผชิญกับสภาวะตลาดที่ท้าทาย LH ก็ยังคงตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ทะเยอทะยานในปี 2569 โดยคาดการณ์ยอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คาดว่าจะอยู่ที่ 9,900 ล้านบาท
สำหรับโครงสร้างทางการเงิน LH ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2568 มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82% ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า: สร้างรายได้ต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของ LH มีโครงการที่อยู่ภายใต้การบริหาร 17 แห่ง ประกอบด้วย:
โรงแรม Grande Centre Point: 9 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว และ 2 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
แม้ว่าในปีที่ผ่านมาคาดว่ารายได้รวมของ LH จะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน อันเนื่องมาจากปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยว และการขายทรัพย์สินให้เช่าบางส่วนออกไป แต่การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่ลุมพินีและราชดำริได้ช่วยชดเชยรายได้ในส่วนนี้ได้บางส่วน
บทสรุป: LH กับการปรับตัวในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ปี 2569
การปรับกลยุทธ์ของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน การเน้นดำเนินงานแบบ “เพลย์เซฟ” การชะลอการเปิดโครงการใหม่ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจโรงแรม และการบริหารจัดการทางการเงินอย่างรอบคอบ ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง LH จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนและการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและเป้าหมายในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อย่าลังเลที่จะติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงจุดและครอบคลุม.

