อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: ถอดรหัสกลยุทธ์ LH สู่ความท้าทายแห่งการประคองตัวและลงทุนเชิงรุกในธุรกิจโรงแรม
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมานานกว่าทศวรรษ การประเมินทิศทางตลาดในปี 2569 จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและแรงกดดันจากภายน่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และสร้างความท้าทายในการบริหารจัดการธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ไทย
ปี 2569 นี้ เป็นอีกปีที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด อสังหาริมทรัพย์ ที่ยากจะคาดเดา การตัดสินใจ “เพลย์เซฟ” ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ในจำนวนที่จำกัด แต่เน้นคุณภาพและมูลค่า พร้อมทั้งการเบรกแผนการเปิดคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความรอบคอบของผู้บริหารในการบริหารความเสี่ยง
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร LH ได้ฉายภาพแนวโน้ม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2569 ว่ายังคงเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ปัจจัยหลักที่สร้างความกังวล ได้แก่:
ความผันผวนทางเศรษฐกิจ: ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการจับจ่ายใช้สอย
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง: เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความยากลำบากมากขึ้น
การเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ: ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปริมาณซัพพลายในตลาด: โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ ยังคงมีอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาและการระบายสต็อก
จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย LH จึงเลือกที่จะเน้นกลยุทธ์การประคองตัว ลดระดับสินค้าคงเหลือและภาระหนี้สินต่อทุน พร้อมทั้งชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังมีซัพพลายล้นตลาด
กลยุทธ์ LH ปี 2569: การเปิดโครงการใหม่ที่เน้นคุณภาพและมูลค่า
ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายนี้ LH ได้ประกาศแผนการดำเนินงานปี 2569 โดยจะเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการแนวราบที่เน้นคุณภาพและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง:
นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra-Luxury มูลค่า 2,220 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาขายตั้งแต่ 60-100 ล้านบาท โครงการนี้จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 เน้นการออกแบบที่หรูหรา ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และทำเลที่ตั้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับบน
ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับบนมูลค่า 1,440 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาขายอยู่ในช่วง 10-13 ล้านบาท โครงการนี้จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 เน้นการออกแบบที่ทันสมัย ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ครอบครัว และการเดินทางที่สะดวกสบาย
การเลือกเปิดโครงการแนวราบระดับบน สะท้อนให้เห็นถึงการวิเคราะห์ตลาดที่แม่นยำของ LH ว่า แม้ภาพรวมกำลังซื้อจะอ่อนแอ แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนยังคงมีความมั่นคงและมีความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงอยู่เสมอ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ระดับบนจึงเป็นการลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่แน่นอนกว่า
การลงทุนเชิงรุกในธุรกิจโรงแรม: Diversification ที่ชาญฉลาด
นอกจากการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวังแล้ว LH ยังได้ประกาศปรับกลยุทธ์หันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น โดยตั้งงบลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น:
การซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย: 2,000 ล้านบาท
การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า (โรงแรม): 2,500 ล้านบาท
การลงทุนในธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะแบรนด์ Grande Centre Point เป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ที่ชาญฉลาดของ LH ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจที่ปรึกษาโครงการของบริษัทฯ และสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว การลงทุนดังกล่าวประกอบด้วย:
Grande Centre Point Voyage (พัทยา): โรงแรมแห่งที่ 3 ในเครือ LH ที่พัทยา วางแผนเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2569 ด้วยห้องพัก 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตร.ม. ซึ่งถือเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม สะท้อนถึงการมุ่งมั่นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว
Grande Centre Point Chinatown: โรงแรมแห่งใหม่ที่วางแผนเปิดให้บริการในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขยายธุรกิจโรงแรมในทำเลศักยภาพ
การลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอจากค่าเช่าและบริการ แต่ยังเป็นการสร้างแบรนด์ LH ให้เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมบริการ และเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสในการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในอนาคต
การบริหารจัดการการเงินที่แข็งแกร่ง: รากฐานแห่งความยั่งยืน
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินของ LH จากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีเยี่ยม และสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้ในการดำเนินงาน
ณ สิ้นปี 2568 LH มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt to Equity Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82% ซึ่งถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ดี
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน LH บริหารจัดการโครงการรวม 17 แห่ง ประกอบด้วย:
โรงแรม Grande Centre Point: 9 แห่งที่เปิดดำเนินการแล้ว, 6 แห่งขายเข้ากองทรัสต์, และ 2 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง, 2 แห่งขายเข้ากองทรัสต์
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
แม้ว่าปี 2568 รายได้รวมอาจลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องมาจากปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยวและการขายสินทรัพย์ให้เช่า แต่การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่ลุมพินีและราชดำริได้ช่วยชดเชยรายได้บางส่วน
เป้าหมายทางการเงินปี 2569: ความมุ่งมั่นสู่การเติบโต
สำหรับปี 2569 LH ตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ท้าทายแต่มีความเป็นไปได้:
ยอดขาย: 15,000 ล้านบาท
ยอดโอนกรรมสิทธิ์: 17,000 ล้านบาท
รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า: 9,900 ล้านบาท
เป้าหมายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารในศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน การวางแผนที่จะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด เป็นการบริหารจัดการภาระหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อความมั่นคงทางการเงิน
แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต: การปรับตัวสู่ความยั่งยืน
การปรับกลยุทธ์ของ LH สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สำคัญใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในอนาคตอันใกล้:
การเน้นคุณภาพและมูลค่า: ผู้ประกอบการจะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
การกระจายความเสี่ยง: การลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ
การให้ความสำคัญกับ ESG: ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จะมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุนและการดำเนินธุรกิจ
แม้ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ ในบางเซกเมนต์อาจยังคงมีความผันผวน แต่สำหรับผู้บริโภคที่มองหา บ้านพร้อมอยู่ หรือ คอนโดมิเนียม คุณภาพดี การลงทุนในช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสที่ดี หากพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกทำเลที่เหมาะสม
บทสรุปสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ในสถานการณ์ตลาด อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ และเมืองใหญ่อื่นๆ ที่ยังคงท้าทาย การตัดสินใจของ LH ในการประคองตัวและหันมาลงทุนในธุรกิจโรงแรม เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนทุกราย การทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาด การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และการมองหาโอกาสในการกระจายความเสี่ยง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือกำลังพิจารณาซื้อ บ้านจัดสรร หรือ คอนโดมิเนียม ในปี 2569 นี้ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน อสังหาริมทรัพย์ และการพิจารณาถึงความมั่นคงทางการเงินของผู้ประกอบการ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการลงทุนของคุณ.
ปี 2569 นี้ เป็นอีกปีที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด อสังหาริมทรัพย์ ที่ยากจะคาดเดา การตัดสินใจ “เพลย์เซฟ” ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ในจำนวนที่จำกัด แต่เน้นคุณภาพและมูลค่า พร้อมทั้งการเบรกแผนการเปิดคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความรอบคอบของผู้บริหารในการบริหารความเสี่ยง
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร LH ได้ฉายภาพแนวโน้ม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2569 ว่ายังคงเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ปัจจัยหลักที่สร้างความกังวล ได้แก่:
ความผันผวนทางเศรษฐกิจ: ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการจับจ่ายใช้สอย
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง: เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความยากลำบากมากขึ้น
การเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ: ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปริมาณซัพพลายในตลาด: โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ ยังคงมีอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาและการระบายสต็อก
จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย LH จึงเลือกที่จะเน้นกลยุทธ์การประคองตัว ลดระดับสินค้าคงเหลือและภาระหนี้สินต่อทุน พร้อมทั้งชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังมีซัพพลายล้นตลาด
กลยุทธ์ LH ปี 2569: การเปิดโครงการใหม่ที่เน้นคุณภาพและมูลค่า
ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายนี้ LH ได้ประกาศแผนการดำเนินงานปี 2569 โดยจะเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการแนวราบที่เน้นคุณภาพและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง:
นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra-Luxury มูลค่า 2,220 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 ยูนิต ราคาขายตั้งแต่ 60-100 ล้านบาท โครงการนี้จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 เน้นการออกแบบที่หรูหรา ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และทำเลที่ตั้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับบน
ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับบนมูลค่า 1,440 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต ราคาขายอยู่ในช่วง 10-13 ล้านบาท โครงการนี้จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 เน้นการออกแบบที่ทันสมัย ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ครอบครัว และการเดินทางที่สะดวกสบาย
การเลือกเปิดโครงการแนวราบระดับบน สะท้อนให้เห็นถึงการวิเคราะห์ตลาดที่แม่นยำของ LH ว่า แม้ภาพรวมกำลังซื้อจะอ่อนแอ แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนยังคงมีความมั่นคงและมีความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงอยู่เสมอ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ระดับบนจึงเป็นการลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่แน่นอนกว่า
การลงทุนเชิงรุกในธุรกิจโรงแรม: Diversification ที่ชาญฉลาด
นอกจากการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวังแล้ว LH ยังได้ประกาศปรับกลยุทธ์หันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น โดยตั้งงบลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น:
การซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย: 2,000 ล้านบาท
การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า (โรงแรม): 2,500 ล้านบาท
การลงทุนในธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะแบรนด์ Grande Centre Point เป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ที่ชาญฉลาดของ LH ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจที่ปรึกษาโครงการของบริษัทฯ และสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว การลงทุนดังกล่าวประกอบด้วย:
Grande Centre Point Voyage (พัทยา): โรงแรมแห่งที่ 3 ในเครือ LH ที่พัทยา วางแผนเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2569 ด้วยห้องพัก 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตร.ม. ซึ่งถือเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม สะท้อนถึงการมุ่งมั่นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว
Grande Centre Point Chinatown: โรงแรมแห่งใหม่ที่วางแผนเปิดให้บริการในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขยายธุรกิจโรงแรมในทำเลศักยภาพ
การลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอจากค่าเช่าและบริการ แต่ยังเป็นการสร้างแบรนด์ LH ให้เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมบริการ และเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสในการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในอนาคต
การบริหารจัดการการเงินที่แข็งแกร่ง: รากฐานแห่งความยั่งยืน
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินของ LH จากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีเยี่ยม และสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้ในการดำเนินงาน
ณ สิ้นปี 2568 LH มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt to Equity Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82% ซึ่งถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ดี
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน LH บริหารจัดการโครงการรวม 17 แห่ง ประกอบด้วย:
โรงแรม Grande Centre Point: 9 แห่งที่เปิดดำเนินการแล้ว, 6 แห่งขายเข้ากองทรัสต์, และ 2 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง, 2 แห่งขายเข้ากองทรัสต์
อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกา: 3 แห่ง
แม้ว่าปี 2568 รายได้รวมอาจลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องมาจากปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยวและการขายสินทรัพย์ให้เช่า แต่การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่ลุมพินีและราชดำริได้ช่วยชดเชยรายได้บางส่วน
เป้าหมายทางการเงินปี 2569: ความมุ่งมั่นสู่การเติบโต
สำหรับปี 2569 LH ตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ท้าทายแต่มีความเป็นไปได้:
ยอดขาย: 15,000 ล้านบาท
ยอดโอนกรรมสิทธิ์: 17,000 ล้านบาท
รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า: 9,900 ล้านบาท
เป้าหมายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารในศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน การวางแผนที่จะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด เป็นการบริหารจัดการภาระหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อความมั่นคงทางการเงิน
แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต: การปรับตัวสู่ความยั่งยืน
การปรับกลยุทธ์ของ LH สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สำคัญใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในอนาคตอันใกล้:
การเน้นคุณภาพและมูลค่า: ผู้ประกอบการจะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
การกระจายความเสี่ยง: การลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ
การให้ความสำคัญกับ ESG: ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จะมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุนและการดำเนินธุรกิจ
แม้ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ ในบางเซกเมนต์อาจยังคงมีความผันผวน แต่สำหรับผู้บริโภคที่มองหา บ้านพร้อมอยู่ หรือ คอนโดมิเนียม คุณภาพดี การลงทุนในช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสที่ดี หากพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกทำเลที่เหมาะสม
บทสรุปสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ในสถานการณ์ตลาด อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ และเมืองใหญ่อื่นๆ ที่ยังคงท้าทาย การตัดสินใจของ LH ในการประคองตัวและหันมาลงทุนในธุรกิจโรงแรม เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนทุกราย การทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาด การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และการมองหาโอกาสในการกระจายความเสี่ยง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือกำลังพิจารณาซื้อ บ้านจัดสรร หรือ คอนโดมิเนียม ในปี 2569 นี้ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน อสังหาริมทรัพย์ และการพิจารณาถึงความมั่นคงทางการเงินของผู้ประกอบการ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการลงทุนของคุณ.
