“แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ชะลอเปิดโครงการใหม่ เน้นกลยุทธ์ “ลงทุนโรงแรม” รับมือตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ที่ผันผวน
กรุงเทพมหานคร, 21 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ประกาศปรับกลยุทธ์การดำเนินงานสำหรับปี 2569 โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ลดการเปิดตัวโครงการใหม่ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ซึ่งยังคงมีซัพพลายคงค้างในตลาดสูง พร้อมทั้งรับมือกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการบ้านเดี่ยวระดับบน 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนเชิงรุกในธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้ระยะยาว
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างล่าช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง และนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค “เรายังไม่สามารถคาดเดาได้ชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อใด เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนเข้ามาสนับสนุน” นายนพร กล่าว
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กลยุทธ์หลักของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปีนี้ จึงเป็นการ “ประคองตัว” มุ่งเน้นการบริหารจัดการสภาพคล่อง ลดระดับสินค้าคงค้าง และรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยจะมีการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวทั้งหมด โดยได้ชะลอการเปิดตัวคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่ายังมีปริมาณซัพพลายในตลาดมากเกินพอ ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ก็ปรับตัวสูงขึ้นถึง 30% ในทุกระดับราคา
“ในปี 2568 เราได้เปิดโครงการใหม่ไป 3 โครงการ มูลค่ากว่า 8,960 ล้านบาท แต่สำหรับปี 2569 เราได้ปรับลดจำนวนลงเหลือเพียง 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนมาจากปีก่อน 1 โครงการ และโครงการใหม่ 1 โครงการ ถือเป็นการเปิดโครงการใหม่ที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ภาคเอกชนเองก็เริ่มได้รับผลกระทบสะสมมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงและการบริโภคที่ชะลอตัว แม้ว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด” นายนพร อธิบายเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงได้ปรับกลยุทธ์โดยหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น “เมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อนๆ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้มีความท้าทายมากกว่า วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 นั้น แม้จะรุนแรง แต่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างยังคงมีความแข็งแรงกว่าในปัจจุบัน ซึ่งเราเห็นการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อก็อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนั้นยังพอเห็นผล แต่สถานการณ์ปัจจุบันต้องการปัจจัยสนับสนุนที่แตกต่างออกไป เราหวังว่าหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น” นายนพร กล่าว
เปิด 2 โครงการใหม่ระดับบน มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท
นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 ว่า จะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน โดยจะเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ได้แก่:
โครงการนันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ตั้งอยู่บนพื้นที่ 33.2 ไร่ ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวจำนวน 34 หลัง ราคาขายระหว่าง 60-100 ล้านบาทต่อหลัง มูลค่าโครงการรวม 2,220 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569
โครงการชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน: โครงการบ้านเดี่ยวระดับบน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30.9 ไร่ ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวจำนวน 124 ยูนิต ราคาขายระหว่าง 10-13 ล้านบาทต่อหลัง มูลค่าโครงการรวม 1,440 ล้านบาท มีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569
เมื่อรวมโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วทั้งหมด แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะมีโครงการที่อยู่อาศัยรวม 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 ของปี 2569
ทุ่ม 4,500 ล้านบาท ซื้อที่ดินและขยายการลงทุนโรงแรม
นอกเหนือจากการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังได้เตรียมงบประมาณลงทุนไว้ราว 4,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 2,000 ล้านบาท และอีก 2,500 ล้านบาท จะถูกนำไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ “Grande Centre Point”
ปัจจุบันมีโรงแรม Grande Centre Point จำนวน 2 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่:
Grande Centre Point Voyage (พัทยา): คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในเครือที่พัทยา โดยจะมีขนาด 494 ห้อง พร้อมด้วยสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งจะถือเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม
Grande Centre Point Chinatown: มีแผนเปิดให้บริการในปี 2571
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อใช้ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net Gearing Ratio) จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 เท่า
“สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2569 เราตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 15,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าประมาณ 9,900 ล้านบาท” นายอาชวิณ กล่าว
ฐานะการเงินแกร่ง มุ่งสู่การเติบโตยั่งยืน
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ยืนยันว่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ และจากพอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์ลงทุนที่มีมูลค่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการออกหุ้นกู้รวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อใช้ในการไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82%
ปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการของบริษัท ประกอบด้วยโครงการที่พัฒนาและบริหารจัดการรวม 17 แห่ง ได้แก่:
โรงแรม Grande Centre Point: เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง
ศูนย์การค้า Terminal 21: 3 แห่ง (2 แห่งขายเข้ากองทรัสต์)
โครงการอื่นๆ: อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง
“ในปี 2568 ที่ผ่านมา เราคาดการณ์ว่ารายได้รวมจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน ประกอบกับการที่บริษัทได้มีการขายสินทรัพย์เพื่อการให้เช่าออกไปบางส่วน ทำให้รายได้จากทรัพย์สินเหล่านั้นลดลง อย่างไรก็ตาม การเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ที่ลุมพินีและราชดำริเร็วกว่าแผน ก็สามารถช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงไปได้บางส่วน” นายวิทย์ กล่าว
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงมีความท้าทายในปี 2569 นี้ แต่การปรับกลยุทธ์ของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการลงทุนเชิงรุกในธุรกิจโรงแรม แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความพร้อมในการปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย การติดตามกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทชั้นนำอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะเป็นแนวทางสำคัญในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์คุณภาพ หรือต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2569 เราขอเชิญชวนท่านติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเราได้แล้ววันนี้

