ภาพรวมผลประกอบการปี 2568: ความสำเร็จที่พิสูจน์ความแข็งแกร่ง
ก่อนจะเจาะลึกแผนปี 2569 การทบทวนผลการดำเนินงานในปี 2568 ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเห็นภาพความสำเร็จที่ผ่านมาและพื้นฐานอันแข็งแกร่งของแสนสิริ ปีที่ผ่านมา แสนสิริประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดขายที่ทะลุเป้าหมายสูงถึง 51,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ นอกจากนี้ ยอดโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 36,700 ล้านบาท ตอกย้ำถึงความสามารถในการส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า
ความสำเร็จไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แสนสิริสามารถปิดการขายโครงการได้ถึง 29 โครงการ มูลค่ารวม 28,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการสต็อกและกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่น่าจับตามองคือ การประกาศผลกำไรสูงสุดในกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกำไรถึง 3,029 ล้านบาท (สำหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการทำกำไรและการบริหารต้นทุนที่ยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากผลประกอบการที่โดดเด่นแล้ว แสนสิริยังคงไว้ซึ่งธรรมเนียมการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูงราว 10% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุน นอกจากนี้ ภาพรวมสินทรัพย์ของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยมูลค่าสูงถึง 148,426 ล้านบาท สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงและความสามารถในการลงทุนขยายธุรกิจในอนาคต
แผนการดำเนินงานปี 2569: 33 โครงการใหม่ มูลค่า 51,000 ล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
สำหรับปี 2569 บริษัท แสนสิริ วางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 39,000 ล้านบาท โดยมีหัวใจหลักของแผนอยู่ที่การเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท การกระจายสัดส่วนการลงทุนเน้นไปที่กลุ่ม Premium และ Medium รวมกันถึง 80% เพื่อตอบสนองกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่ระบุว่า ที่ดินสำหรับโครงการที่จะเปิดขายในปีนี้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งแสดงถึงการวางแผนเชิงรุกและความพร้อมในการพัฒนาโครงการต่างๆ ได้ทันท่วงที
เจาะลึกการพัฒนาโครงการใหม่: นวัตกรรมและการตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
การพัฒนาโครงการของแสนสิริในปี 2569 แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ โครงการแนวราบและโครงการแนวสูง
โครงการแนวราบ: นวัตกรรมดีไซน์และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ยุคใหม่
แสนสิริจะเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 17 โครงการ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือการปรับปรุงดีไซน์ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ของตลาด และที่สำคัญคือการออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้ดีแต่ยังไม่มีบุตร และกลุ่ม Silver (ผู้สูงอายุหรือผู้ที่วางแผนเพื่อการเกษียณ)
โครงการ Sansiri Community แห่งใหม่ที่กรุงเทพกรีฑา บนพื้นที่กว่า 142 ไร่ จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ ที่ไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย แต่ยังให้ความสำคัญกับ Health and Wellness อย่างแท้จริง การกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่างนาราสิริ ในทำเล บรมราชชนนี และ กรุงเทพกรีฑา (วิคตัวร์) ซึ่งจะเปิดพรีเซลในเดือนมีนาคมนี้ เป็นอีกสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมั่นใจในตลาดระดับบน
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องในทำเลศักยภาพอย่างภูเก็ต ยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญของแสนสิริ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนและการลงทุนในทำเลท่องเที่ยวระดับโลก
โครงการแนวสูง: การขยายฐานแบรนด์ใหม่และการเจาะตลาดระดับบน
สำหรับโครงการแนวสูง แสนสิริเตรียมเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท โดยครอบคลุมทั้งโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและโครงการพร้อมเข้าอยู่ (Ready to Move)
การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LOVE by Sansiri” ในทำเลเจริญนคร ร่วมกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท ถือเป็นการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ในทำเลที่เดินทางสะดวกและมีความสะดวกสบาย
แสนสิริยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการในทำเลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Location) โดยเฉพาะในภูเก็ต กับโครงการใหม่บนหาดสุรินทร์ และการนำแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT กลับมาพัฒนาอีกครั้ง ซึ่งแสดงถึงการตอบสนองความต้องการของตลาดบนที่มองหาความพิเศษและเอกลักษณ์
การตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซ็กเมนต์ลักเซอรี่ ผ่านโครงการพร้อมอยู่แบรนด์ VIA ใน 3 ทำเลสำคัญ สะท้อนถึงการมุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่พร้อมให้ลูกค้าเข้าอยู่ได้ทันที
3 แกนหลักในการยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย:
แสนสิริได้กำหนด 3 แกนหลักในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย ดังนี้:
Pets-Welcome: การขยายพอร์ตโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยงให้มีจำนวนถึง 20 โครงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่ม Pet Parent ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับสมาชิกสี่ขา
Well-being: การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพกายและใจของผู้อยู่อาศัย ผ่านการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
Sustainable Living Culture: การมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable) ไปจนถึงระดับ Premium ทั่วประเทศ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
การสร้าง New S-Curve: กระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจใหม่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท
ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ของแสนสิริ ได้เน้นย้ำถึงกลยุทธ์การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยมุ่งสร้างการเติบโตที่สำคัญ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
การรุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium): การเปิดโครงการใหม่ในสัดส่วน 80% ในกลุ่มนี้ ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับกำลังซื้อที่มีความมั่นคง โดยจะเลือกเปิดโครงการในทำเลที่มีความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
การขยายส่วนแบ่งการตลาด: แสนสิริจะชูจุดแข็งด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ผ่านการบริหารจัดการของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24
การปั้น New S-Curve: ขยายฐานรายได้สู่ธุรกิจใหม่: นี่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว โดยแสนสิริจะเร่งขยายฐานรายได้จากธุรกิจที่หลากหลาย นอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจรับสร้างบ้าน (Crafted by Sansiri): ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายขึ้นถึง 100% หรือแตะระดับ 500 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจนี้
การจัดตั้งกองทุนลงทุน 1,000 ล้านบาท: แสนสิริจะจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จากปัจจุบันที่ 15% ให้เป็น 25% ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า การกระจายการลงทุนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
การขยายการร่วมทุน (Joint Venture): การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) การร่วมทุนนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต
Backlog แข็งแกร่ง พร้อมรับมือการเติบโต
แสนสิริมี Backlog หรือยอดขายรอรับรู้รายได้ที่แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรับรู้รายได้ในปี 2569 โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จาก Backlog ได้ทันทีมากกว่า 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ การมีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) จำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท โดยมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท จะช่วยเสริมสภาพคล่องและเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
การรุกเปิดโครงการใหม่ในรูปแบบ Ready to Move (RTM) ในปีนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้า
ด้วยแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน การลงทุนที่ครอบคลุม และการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง แสนสิริมีความมั่นใจที่จะผลักดันผลประกอบการให้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย การติดตามความเคลื่อนไหวของแสนสิริในปี 2569 จะเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงโครงการที่มีคุณภาพและสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ การวางแผนทางการเงินและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ควรพิจารณาถึงศักยภาพและกลยุทธ์ของผู้พัฒนาโครงการชั้นนำอย่างแสนสิริ เพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในระยะยาว
