แสนสิริ ประกาศแผนปี 2569: ทุ่ม 5.1 หมื่นล้านบาท ขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ พร้อมรับมือความท้าทายตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ในภูมิทัศน์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและแรงกดดันทางเศรษฐกิจในปี 2569 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์การดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แผนงานดังกล่าวครอบคลุมการลงทุนมูลค่ามหาศาลถึง 51,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ การขยายสู่ธุรกิจที่หลากหลาย และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ภาพรวมผลประกอบการปี 2568: รากฐานที่มั่นคงสู่การเติบโต
ก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีแห่งความท้าทายใหม่ แสนสิริได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านผลประกอบการที่น่าประทับใจในปี 2568 ยอดขายรวมทะลุเป้าหมายที่ 51,000 ล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของบริษัท ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 36,700 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการโครงการและการส่งมอบที่อยู่อาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการที่พัฒนาแล้วเสร็จและปิดการขายไปทั้งหมด 29 โครงการ มูลค่ากว่า 28,800 ล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ตลาดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น แสนสิริยังสามารถสร้างกำไรสูงสุดในกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยมีกำไรถึง 3,029 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจับตา การจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในระดับสูงถึงประมาณ 10% (Dividend Yield) แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลกว่า 148,426 ล้านบาท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต
ยุทธศาสตร์ปี 2569: การปรับตัวสู่การเติบโตที่แข็งแกร่ง
สำหรับปี 2569 แสนสิริได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 39,000 ล้านบาท โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเปิดตัวโครงการใหม่ 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท การกระจายสัดส่วนโครงการระหว่างกลุ่ม Premium และ Medium ที่ 80% เป็นการสะท้อนกลยุทธ์การเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว โดยที่ดินสำหรับโครงการทั้งหมดได้ถูกเตรียมการไว้อย่างครบถ้วนแล้ว
การพัฒนาโครงการใหม่: ตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด
การเปิดตัวโครงการใหม่ 33 โครงการในปี 2569 แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ โครงการแนวราบ และโครงการแนวสูง
โครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์โฮม):
แสนสิริจะเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 17 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท โดยจะมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์ด้านการออกแบบให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ พร้อมนำเสนอรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) ที่มองหาพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่นและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ รวมถึงกลุ่ม Silver Age ที่วางแผนเพื่อการเกษียณอายุและต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและสะดวกสบาย
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการสร้างมาตรฐานใหม่ของ Sansiri Community บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับ Health and Wellness เป็นหลัก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทำเลภูเก็ตยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยจะมีการเปิดตัวโครงการระดับ Luxury เช่น นาราสิริ บรมราชชนนี และนาราสิริ วิคตอเรีย กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบน
โครงการแนวสูง (คอนโดมิเนียม):
สำหรับโครงการแนวสูง แสนสิริเตรียมเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการที่พัฒนาขึ้นใหม่และโครงการพร้อมเข้าอยู่ (Ready to Move) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LOVE by Sansiri” เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยจะประเดิมที่ทำเลเจริญนคร ร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท
การพัฒนาโครงการในทำเล Strategic Location ในภูเก็ต โดยเฉพาะที่หาดสุรินทร์ แสดงถึงความเข้าใจในศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวระดับโลก ขณะที่การกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT เป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบนที่มองหาเอกลักษณ์และความหรูหรา
นอกจากนี้ แสนสิริยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซ็กเมนต์ Luxury ด้วยการนำเสนอโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเข้าอยู่อาศัยได้ทันที โดยไม่ต้องรอการก่อสร้าง
การยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย: 3 แกนหลักแห่งอนาคต
แสนสิริให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลักที่สอดคล้องกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่:
Pets-Welcome: การขยายพอร์ตโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยงให้มีจำนวนถึง 20 โครงการ เป็นการตอบรับความต้องการของกลุ่ม Pet Parent ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่สามารถอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างมีความสุข
Well-being: การให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจของผู้อยู่อาศัย โดยการออกแบบพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี
Sustainability: การมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน เป็นการสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงการระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ
การขยายธุรกิจใหม่: สร้าง S-Curve แห่งการเติบโต
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจปี 2569 โดยมีเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจนผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก:
การรุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium):
การเปิดตัวโครงการใหม่ในสัดส่วน 80% ในตลาดระดับกลางถึงบน ยังคงเป็นกลยุทธ์หลัก โดยจะเน้นการเลือกทำเลที่ตั้งที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริง พร้อมกับการบริหารจัดการสต็อกที่ดินและโครงการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้แข็งแกร่ง
การขยายส่วนแบ่งการตลาด:
แสนสิริจะชูจุดแข็งด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการที่โดดเด่น การบริการหลังการขายที่ครบวงจร รวมถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการเชิงลึกของลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว การบริหารจัดการผ่าน บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24 จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขาย
การสร้าง New S-Curve (ธุรกิจใหม่):
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว ธุรกิจรับสร้างบ้าน “Crafted by Sansiri” ซึ่งเป็นต้นแบบของ Personalized Home Construction แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดขายถึง 100% หรือแตะระดับ 500 ล้านบาทในปีนี้
นอกจากนี้ แสนสิริยังเตรียมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ
การขยายการร่วมทุน (Joint Venture):
การผนึกกำลังกับพันธมิตรที่มีศักยภาพผ่านกลยุทธ์ Joint Venture จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะทางการเงิน (Balance Sheet Management) และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน ตลอดจนขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อคว้าโอกาสการเติบโตในอนาคต
Backlog ที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการสต็อก
ปัจจุบัน แสนสิริมี Backlog หรือยอดขายรอรับรู้รายได้ที่แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2569 ได้ทันทีประมาณ 10,000 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น การมีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่พร้อมเข้าอยู่ (Ready to Move) จำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท และมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท จะช่วยเสริมการรับรู้รายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
การรุกเปิดโครงการใหม่รูปแบบ Ready to Move (RTM) ในปีนี้ จะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญในการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
สรุป: ก้าวสู่ปีแห่งโอกาสและความท้าทาย
ด้วยแผนกลยุทธ์ที่รอบคอบ การลงทุนที่มุ่งเน้นอนาคต และความมุ่งมั่นในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด แสนสิริแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในปี 2569 การผสมผสานระหว่างการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลัก การขยายสู่ธุรกิจใหม่ และการสร้างพันธมิตร จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แสนสิริก้าวข้ามความท้าทาย และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยต่อไป
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ หรือกำลังมองหาพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย การศึกษาแผนการดำเนินงานและวิสัยทัศน์ของแสนสิริในปี 2569 นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวไปสู่เป้าหมายของคุณ.

