หัวข้อ: รถไฟฟ้า: สองด้านของเหรียญ สู่โอกาสและความท้าทายที่อยู่อาศัยในมหานครสำหรับทุกคน
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานมานับไม่ถ้วน หนึ่งในตัวแปรที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อภูมิทัศน์เมืองและพฤติกรรมการอยู่อาศัยในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น “ระบบขนส่งมวลชนทางราง” หรือที่เราคุ้นเคยกันในนาม “รถไฟฟ้า” การเข้ามาของรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น ถือเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในแง่ของการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโอกาสในการเข้าถึง ที่อยู่อาศัยในเมือง ของผู้คนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
รถไฟฟ้า: หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเมือง
หากมองย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่เครือข่ายรถไฟฟ้าจะครอบคลุมเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยมักถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านระยะทางและความสะดวกในการเดินทาง หากต้องการทำงานหรือใช้ชีวิตในใจกลางเมือง การเลือกบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้ที่ทำงานจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งมักมาพร้อมกับราคาที่สูงลิ่ว ทำให้การเป็นเจ้าของ บ้านในเมือง เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนจำนวนมาก
แต่เมื่อระบบรถไฟฟ้าถือกำเนิดขึ้น และขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง โอกาสในการเข้าถึง อสังหาริมทรัพย์ใกล้รถไฟฟ้า ก็เปิดกว้างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เส้นทางรถไฟฟ้าเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เข้าหากัน ทำให้การเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองกลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในเวลาอันสั้น นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนรุ่นใหม่และแรงงานจำนวนมากสามารถมองหา คอนโดใกล้รถไฟฟ้า หรือ บ้านใกล้รถไฟฟ้า ในทำเลที่ราคาจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งอาจอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองออกไปหลายกิโลเมตร
ประโยชน์ที่ตามมานั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน นอกจากความประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ยังช่วยลดความเครียดจากการจราจรติดขัดบนท้องถนน ลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงและมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สร้างเมืองที่น่าอยู่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับนักธุรกิจ การตรงต่อเวลาในการนัดหมายการค้าขาย หรือการประชุม ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง และระบบรถไฟฟ้าก็ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี
โอกาสและอุปสรรค: สองด้านของเหรียญทองแห่งการพัฒนา TOD
จากข้อมูลล่าสุด ณ ต้นปี 2569 เครือข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีประมาณ 13 สายทาง รวมระยะทางกว่า 276 กิโลเมตร และมีสถานีมากกว่า 190 สถานี และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือแผนการขยายโครงข่ายภายใต้แผน M-MAP 2 ที่จะเพิ่มเป็น 33 สายทาง รวมระยะทางกว่า 550 กิโลเมตร ภายในปี 2573-75 ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และเชื่อมต่อกับเส้นทางใหม่ๆ อย่างไร้รอยต่อ
การขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้านี้ นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Transit-Oriented Development” (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน โครงการที่อยู่อาศัยที่ผุดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้ามีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ตั้งแต่คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงโครงการแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ที่ผสมผสานการอยู่อาศัย การค้า และพื้นที่สำนักงานเข้าด้วยกัน ตัวเลือกในการเช่าหรือซื้อที่อยู่อาศัยก็มีความหลากหลายมากขึ้น ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และแรงงานเมืองที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความเจริญที่แผ่ขยายไปตามแนวรางนี้ มีอีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่ นั่นคือผลกระทบต่อราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เมื่อความสะดวกสบายในการเดินทางกลายเป็นจุดขายหลัก ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มักจะมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเกรดพรีเมียม โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมีราคาสูงเกินกว่าที่ผู้มีรายได้น้อยจะเอื้อมถึง
ราคาที่สูงลิ่ว: กำแพงขวางกั้นโอกาสของคนรายได้น้อย
นี่คือจุดที่ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ มองเห็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดระดับกลางถึงบน ทำให้ผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญกับทางเลือกที่จำกัด พวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างการเช่าคอนโดในราคาที่เกินกำลัง หรือต้องกระเด็นออกไปอาศัยในพื้นที่ชานเมืองที่ห่างไกลจากที่ทำงาน แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสในการทำงาน
แม้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมโดยรวมอาจเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกินในบางเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อย ตัวเลขดังกล่าวก็ยังคงเป็นราคาที่สูงเกินไป และมีความเสี่ยงในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ด้วยรายได้ที่จำกัด การแบกรับภาระผ่อนชำระรายเดือนจำนวนมากย่อมเป็นเรื่องที่น่ากังวล
แนวทางแก้ไข: มองหาโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อทุกคน
เมื่อมองเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เราจะสามารถสร้างสรรค์ โซลูชันที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในยุคที่รถไฟฟ้าคือหัวใจหลักของเมืองได้อย่างไร? นี่คือประเด็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
การส่งเสริมโครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัด (Affordable Housing) ในทำเลศักยภาพ: ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัดในพื้นที่ที่เข้าถึงระบบรถไฟฟ้าได้สะดวก อาจเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้พัฒนา หรือการจัดหาที่ดินในราคาพิเศษเพื่อพัฒนาโครงการเหล่านี้ การสร้าง บ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ คอนโดราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า จะช่วยเปิดประตูโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง
รูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย: นอกเหนือจากคอนโดมิเนียม เราควรส่งเสริมรูปแบบการอยู่อาศัยอื่นๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เช่น บ้านเช่าระยะยาวในชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี หรือโครงการบ้านจัดสรรในราคาที่เหมาะสมซึ่งมีระบบขนส่งสาธารณะรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ การมองหา อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่มีราคาเข้าถึงง่าย และสามารถปล่อยเช่าได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน: การพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัดในทำเลที่มีศักยภาพ หรือการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย จะช่วยเร่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น: สถาบันการเงินควรมีมาตรการที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการพิจารณาสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยอาจพิจารณาจากศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะยาว หรือมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก การเข้าถึง สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เป็นธรรม คือกุญแจสำคัญ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตในชานเมือง: แม้รถไฟฟ้าจะทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น แต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ชานเมืองก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการสร้างงานในพื้นที่รอบนอก จะช่วยลดแรงกดดันที่ผู้คนต้องเข้ามาอาศัยในเมืองชั้นใน และสร้างความสมดุลในการพัฒนาเมือง
อนาคตที่อยู่อาศัยในมหานคร: ความเท่าเทียมและความยั่งยืน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมเชื่อมั่นว่าระบบรถไฟฟ้าจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองต่อไป แต่การพัฒนาควรคำนึงถึงทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม การพัฒนา อสังหาริมทรัพย์สำหรับคนรุ่นใหม่ หรือ บ้านสำหรับครอบครัว ควรมีตัวเลือกที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกระดับรายได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
การสร้างมหานครที่น่าอยู่และยั่งยืนนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสะดวกสบายในการเดินทางหรือความทันสมัยของอาคารบ้านเรือน แต่หมายถึงการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะ “ที่อยู่อาศัย”
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนหรือเลือกซื้อ คอนโดมิเนียมราคาดี บ้านพร้อมอยู่ หรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน พร้อมทำความเข้าใจถึงแนวโน้มและโอกาสที่เหมาะกับงบประมาณของคุณ ผมขอเชิญชวนให้เข้ามาพูดคุยและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อร่วมกันหาทางออกและสร้างสรรค์อนาคตที่อยู่อาศัยที่ดีกว่าสำหรับทุกคนในมหานครแห่งนี้.

