• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D1401214 หญ งคนน เอาแตงโมไปทอดเพ (ละครส น) สามโคกฟ part2

admin79 by admin79
January 16, 2026
in Uncategorized
0
D1401214 หญ งคนน เอาแตงโมไปทอดเพ (ละครส น) สามโคกฟ part2

วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ไทย: บทเรียนจากอดีตสู่แนวทางฟื้นฟูตลาดอสังหาฯ ที่ยั่งยืนในปี 2569

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ยุคทองของการเติบโตอย่างร้อนแรง ไปจนถึงช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ทดสอบความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการและนักลงทุน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้สังเกตการณ์และวิเคราะห์แนวโน้มของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย มาอย่างใกล้ชิด และในปี 2569 นี้ ผมขอยืนยันว่า เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง ยากที่จะหาใดเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540

รายงานจากสื่อชั้นนำอย่าง Nikkei Asia ได้ตอกย้ำความกังวลนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญของ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากปัจจัยลบหลายประการที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน บทความนี้จะพาเจาะลึกถึงสาเหตุเบื้องหลัง ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ และแนวทางที่ผมมองเห็นว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง

สัญญาณอันตราย: ยูนิตเหลือขายจำนวนมหาศาลและการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ซบเซา

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ คือปริมาณ ยูนิตอสังหาริมทรัพย์ที่ขายไม่ออก ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนสูงถึงประมาณ 400,000 ยูนิต กระจายตัวอยู่ในมือของเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงภาวะอุปทานที่ล้นเกินความต้องการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่ามีห้องชุดเหลือขายราว 220,000 ยูนิต ประกอบกับอีกกว่า 200,000 ยูนิตที่กระจายตัวอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง CBRE ที่ระบุว่า การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีจำนวนเพียง 13,700 ยูนิต ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงปี 2557-2567 ที่เคยสูงถึงประมาณ 52,000 ยูนิต แม้จะรวมช่วงที่ตลาดซบเซาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้าไปด้วยแล้วก็ตาม CBRE ยังคาดการณ์ว่า ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงต่อเนื่อง แตะระดับต่ำกว่า 40,000 ยูนิตในปี 2569 และ 20,000 ยูนิตในปี 2570 ก่อนจะลดลงเหลือเพียงกว่า 10,000 ยูนิตในอีกสองปีถัดมา

การชะลอตัวของการเปิดตัวโครงการใหม่นี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังดำเนินกลยุทธ์อย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงและสภาพตลาดที่อ่อนแอ การลงทุนใน โครงการบ้านจัดสรรใหม่ หรือ คอนโดมิเนียมใหม่ จึงต้องผ่านการประเมินที่เข้มข้นกว่าเดิมมาก

รากเหง้าของปัญหา: หนี้ครัวเรือนสูง เสียดอกเบี้ยขาขึ้น และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด

เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุหลักที่นำพา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย มาสู่จุดนี้ ผมมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานสำคัญหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก:

ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง: ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2568 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 88.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นรองเพียงเกาหลีใต้ในเอเชียเท่านั้น สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความสามารถในการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์

อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ขยายการลงทุนในช่วงที่ต้นทุนทางการเงินต่ำ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างรวดเร็ว จาก 0.5% เป็น 2.5% ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสำหรับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มขึ้นจนหลายครอบครัวแบกรับไม่ไหว

การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน: ด้วยความกังวลต่อระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้ปรับมาตรการการปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดมากขึ้น ผลสำรวจจากสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) พบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ อสังหาริมทรัพย์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมักเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อนี้ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านไม่สามารถดำเนินการได้

การคาดการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว: ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ที่หลายสำนักประเมินว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% (IMF คาดการณ์ที่ 1.6%) ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนและความกังวลในหมู่ผู้บริโภคและนักลงทุน ทำให้การตัดสินใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และหุ้นที่เกี่ยวข้อง

ภาวะชะลอตัวของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดทุน ดัชนีกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วงลงถึง 42.6% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2566 หุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายแห่งประสบภาวะราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) ที่เน้นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม ร่วง 39.8% บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ ก็ปรับลดลง 24.4% และ 24.3% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ปัญหาการปล่อยสินเชื่อยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอีกด้วย จากเดิมที่ผู้ซื้อบ้านหลังแรกเคยเป็นกลุ่มหลักถึง 3 ใน 4 ของตลาด ปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดลงเหลือราว 2 ใน 3 ในขณะเดียวกัน ความตึงตัวของตลาดสินเชื่อสำหรับบ้านมือหนึ่ง ทำให้ ตลาดบ้านมือสอง ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า กลับเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าปกติแล้วตลาดบ้านมือสองจะประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องอยู่แล้วก็ตาม

การมองหาโอกาสท่ามกลางความท้าทาย: ศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ในเมืองรองและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

แม้ภาพรวมของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย จะดูน่ากังวล แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่ายังคงมีพื้นที่ที่น่าจับตาและมีศักยภาพอยู่บ้าง ข้อมูลจากการสำรวจของ AREA ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัยนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญและศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย, หัวหิน และศรีราชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และหลายคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้จำนวนอาจลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ศักยภาพของ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ในทำเลเหล่านี้ ยังคงมีอยู่

สำหรับนักลงทุนที่มองหา บ้านพักตากอากาศ หรือ คอนโดมิเนียมสำหรับเช่า ในทำเลเหล่านี้ ควรพิจารณาถึงปัจจัยสนับสนุน เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และการเติบโตของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC

แนวทางสู่การฟื้นฟู: มาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืน

การจะนำพา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้พ้นจากภาวะวิกฤตและกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ครอบคลุมและจริงจังจากทุกภาคส่วน ผมมองว่าแนวทางสำคัญมีดังนี้:

การลดอัตราดอกเบี้ย: ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้เน้นย้ำประเด็นนี้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อและลดภาระทางการเงินให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค การมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมจะช่วยให้การกู้ยืมกลับมาเป็นไปได้มากขึ้น และลดแรงกดดันต่อผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย

การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง: รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการลดภาระหนี้สินครัวเรือน ผ่านการส่งเสริมการออม การให้ความรู้ทางการเงิน และการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหา เพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

การกระตุ้นสภาพคล่องในตลาด: การพิจารณาใช้มาตรการภาษี เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้างมาพัฒนาหรือนำออกสู่ตลาด จะช่วยเพิ่มอุปทานที่ตรงกับความต้องการและลดการเก็งกำไร

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: การเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งในเขตเมืองและภูมิภาค เช่น ระบบขนส่งมวลชน โครงข่ายคมนาคม และสาธารณูปโภค จะช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ ส่งผลดีต่อ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยรวม

การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง: ความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมีเสถียรภาพ ผู้ประกอบการจะกล้าลงทุนมากขึ้น และผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย

การส่งเสริมการขายและการตลาดที่สร้างสรรค์: ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การขายให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การนำเสนอโปรโมชั่นที่น่าสนใจ การร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ยืดหยุ่น หรือการเน้นจุดเด่นของโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุคหลังโควิด-19 เช่น พื้นที่สีเขียว, เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ, หรือการทำงานที่บ้าน (Work From Home)

บทสรุป: ก้าวต่อไปของการฟื้นฟู

ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย สถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดจบ ตราบใดที่เราสามารถเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต ปรับกลยุทธ์ให้ทันสมัย และร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา ผมเชื่อมั่นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือกำลังมองหาที่อยู่อาศัย การทำความเข้าใจถึงพลวัตของตลาดในปัจจุบัน การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และการแสวงหาโอกาสในทำเลที่มีศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจที่ถูกต้องท่ามกลางความผันผวนนี้

อย่ารอช้า! หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม หรือกำลังมองหาโซลูชั่นที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคุณในปี 2569 นี้ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเฉพาะบุคคลได้แล้ววันนี้ เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จของคุณในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะฟื้นตัว!

Previous Post

D1401213 หญ งข าใครอย าแตะ EP

Next Post

D1401216 หญ งคนน หน ใครมา (ละครส น) สามโคกฟ part2

Next Post
D1401216 หญ งคนน หน ใครมา (ละครส น) สามโคกฟ part2

D1401216 หญ งคนน หน ใครมา (ละครส น) สามโคกฟ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.