แนวคิดเศรษฐกิจแห่งวัยยืนยาว (Longevity Economy): สร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายที่หล่อหลอมตลาดให้เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแท้จริง และผมเชื่อว่าหลายท่านในวงการก็กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด คือปรากฏการณ์ “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งวัยยืนยาว ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหลังเกษียณ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ชัดว่าสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าเราจะก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) ภายในทศวรรษหน้า ความท้าทายนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติ แต่คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทั้งในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และแน่นอนว่ารวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย
Longevity Economy: ขุมพลังใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
“Longevity Economy” คือแนวคิดที่มองเห็นศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ กลุ่มผู้บริโภคสูงวัยไม่ใช่เพียงกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แต่คือกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีประสบการณ์ และต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในช่วงวัยอิสระหลังเกษียณ ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยทั่วโลกสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า มูลค่าการใช้จ่ายและการลงทุนของกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นตลาดที่นักพัฒนาและนักลงทุนไม่ควรมองข้าม
แพลตฟอร์มชั้นนำด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง DDproperty ได้สะท้อนภาพนี้ผ่านผลสำรวจที่น่าสนใจ พบว่าผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่กำลังวางแผนเกษียณ หรือแม้กระทั่งกลุ่มวัยทำงานตอนกลาง กำลังให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างจริงจัง ตัวเลขเกือบ 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเริ่มคิดถึงอนาคตหลังเกษียณแล้ว เป้าหมายหลักไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แต่ยังขยายไปสู่การมีเงินออมเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพ การรักษาทางการแพทย์ที่เข้าถึงได้ การมีอิสรภาพทางการเงิน และที่สำคัญที่สุดคือการมีชีวิตที่ปราศจากภาระหนี้สิน
ทำเลทองสำหรับวัยเก๋า: ความต้องการที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ
เมื่อพิจารณาถึงทำเลที่อยู่อาศัยสำหรับวัยเกษียณ กรุงเทพมหานครยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เสมอ ด้วยความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ครบครัน ทั้งระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อทั่วถึง โรงพยาบาลชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการขยายตัวของความต้องการไปยังหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม มีการสำรวจพบว่าจังหวัดอย่างเชียงใหม่ ชลบุรี (โดยเฉพาะโซนพัทยาและเมืองท่องเที่ยวใกล้เคียง) นนทบุรี และภูเก็ต กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน สังคมที่มีความเป็นมิตร และค่าครองชีพที่อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่าในบางกรณี
การเติบโตของ “บ้านพักผู้สูงอายุ” และ “บ้านพร้อมบริการดูแลสุขภาพ” (Residential Care Homes) ในทำเลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบสนองต่อ “ดีมานด์บ้านวัยเกษียณ” โดยตรง ไม่เพียงแต่นักพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียมทั่วไปเท่านั้นที่ต้องปรับกลยุทธ์ แต่นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพและผู้ให้บริการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ก็กำลังมองเห็นโอกาสทองในยุค Longevity Economy นี้
การออกแบบที่อยู่อาศัยยุคใหม่: ตอบโจทย์ Longevity Economy
สำหรับผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการเข้ามาในตลาด “ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ” หรือ “การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสังคมสูงวัย” การทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคกลุ่มนี้คือหัวใจสำคัญ นอกเหนือจากปัจจัยด้านทำเลและราคาแล้ว การออกแบบที่อยู่อาศัยต้องคำนึงถึงมิติใหม่ๆ ดังนี้
Universal Design เพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย: นี่คือหลักการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การออกแบบที่รองรับการใช้งานของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การออกแบบทางลาดแทนบันได การใช้ประตูที่กว้างขึ้น พื้นผิวกันลื่น อุปกรณ์จับยึดในห้องน้ำ และการออกแบบห้องครัวที่เข้าถึงได้ง่าย
เฟอร์นิเจอร์ที่รองรับสรีระ: การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic design) จะช่วยลดความเมื่อยล้า ป้องกันอาการบาดเจ็บ และส่งเสริมสุขภาพที่ดีในระยะยาว เก้าอี้ที่รองรับการนั่งเป็นเวลานาน เตียงที่ปรับระดับได้ หรือแม้แต่มุมพักผ่อนที่เหมาะสม ล้วนเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล
ทำเลที่ใกล้สถานพยาบาลและบริการสุขภาพ: ความสะดวกในการเข้าถึงโรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์บริการทางการแพทย์ เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญ การอยู่ใกล้สถานพยาบาลที่เชื่อถือได้ ช่วยสร้างความอุ่นใจและลดความกังวลในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
พื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ: การเข้าถึงสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว หรือแม้แต่การจัดสวนภายในโครงการที่สามารถส่งเสริมการพักผ่อนหย่อนใจ การทำกิจกรรมกลางแจ้งเบาๆ หรือการปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
เทคโนโลยี Smart Home เพื่อความสะดวกและความปลอดภัย: เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ การติดตั้งระบบสั่งการด้วยเสียง ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ ระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
พื้นที่สำหรับกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและสังคม: ความเหงาและความโดดเดี่ยวเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญของผู้สูงอายุ การออกแบบโครงการที่ส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และการสร้างสรรค์พื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ห้องนั่งเล่นรวม ห้องสมุดมุมเล็กๆ หรือพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมงานอดิเรกต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้สมดุลทั้งกายและใจ
อนาคตของ “บ้านสำหรับวัยเกษียณ” ในไทย
ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยภายใต้บริบท Longevity Economy กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงแค่การมีบ้านที่ “ใหญ่ขึ้น” หรือ “มีราคาแพงขึ้น” เท่านั้น แต่คือการมีที่อยู่อาศัยที่ “ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองหา “การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อคุณภาพชีวิต” ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง การมีสุขภาพที่ดี การใช้ชีวิตอย่างอิสระ และการสร้างความสุขในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองเห็นว่า “เมกะเทรนด์ Longevity Economy” นี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปอีกยาวนาน ผู้พัฒนาโครงการที่สามารถปรับตัว เข้าใจความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคสูงวัย และนำเสนอโซลูชันที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ทุกมิติ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโอกาสครั้งใหญ่นี้
โอกาสสำหรับนักลงทุนและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์:
สำหรับนักลงทุนที่มองหา “การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว” หรือผู้พัฒนาที่กำลังมองหา “โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ” ในปี 2568 และปีต่อๆ ไป การพิจารณา “ตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” หรือ “โครงการที่รองรับสังคมสูงวัย” เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด การศึกษาเทรนด์ “บ้านอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ” การพัฒนา “คอนโดมิเนียมสำหรับวัยเกษียณ” หรือแม้กระทั่งการลงทุนใน “ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ” ควบคู่ไปกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ล้วนเป็นหนทางสู่ความสำเร็จในยุคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาแนวทางการลงทุน หรือกำลังวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างชาญฉลาด อย่าพลาดโอกาสในการสำรวจโลกของ Longevity Economy และศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน.

