• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0501102 ลยกรรม

admin79 by admin79
January 5, 2026
in Uncategorized
0
D0501102 ลยกรรม

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: สู่สมดุลใหม่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและคลื่นลมของตลาดมานับไม่ถ้วน การประเมินแนวโน้ม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ แต่เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยขับเคลื่อนและพลวัตที่กำลังก่อร่างสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ

ปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่ง “พายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ” (Year of The Great Perfect Storm) ที่พัดกระหน่ำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความคึกคักของ ตลาดคอนโดกรุงเทพ และบ้านจัดสรร ยอดขายที่เคยพุ่งสูงถึง 5 แสนล้านบาทในปี 2561 ได้หดตัวลงอย่างน่าใจหาย เหลือเพียงประมาณ 2.62 แสนล้านบาท นี่คือสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนถึงผลกระทบของปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าแบบรอบด้าน

เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2568 ทิศทางของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ผมคาดการณ์ว่ายอดขายรวมจะยังคงทรงตัวอยู่ในช่วง 2.6-3 แสนล้านบาท และแนวโน้มนี้อาจยาวนานไปอีกหลายปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างก้าวกระโดด คือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 1-2% ซึ่งไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความเชื่อมั่นให้กับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องพึ่งพาการก่อหนี้ระยะยาว

สู่ยุคแห่ง “สมดุลใหม่ ความซับซ้อน และปัญหาเชิงโครงสร้าง” (The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem)

ธีมหลักที่ผมมองสำหรับปี 2568 คือการปรับตัวสู่ “สมดุลใหม่” ซึ่งประกอบด้วยสามองค์ประกอบสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง:

สมดุลใหม่ (New Balance): สะท้อนถึงภาวะที่ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งในตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และตลาดภูมิภาคทั่วประเทศปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตของ GDP ที่ซบเซา ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้บริโภคชาวไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่ากำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ ทำให้พวกเขาหันไปพึ่งพาการเช่าหรือการซื้อบ้านมือสองมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การขาดโครงสร้างสนับสนุนที่เพียงพอจากภาครัฐ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้ทวีความรุนแรงขึ้น

ความซับซ้อน (Complexity): ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ไปจนถึงรูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่มีทั้งการซื้อขาดและการเช่าระยะยาว 30-60 ปี ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็มีความหลากหลายอย่างยิ่ง ตั้งแต่โครงการ “คอนโดต่ำล้าน” ไปจนถึงยูนิตหรูมูลค่า 500-1,000 ล้านบาท ปัญหาสำคัญที่ปรากฏ คือ ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 50-70% ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายรายวันให้แก่ประชาชน

ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Problem): ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาขาดโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่รองรับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาดังกล่าวรวมถึงการขาดกฎหมายที่ชัดเจนในการอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขาดโครงสร้างที่เพียงพอเพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อลดลงจนไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตนเองได้

การวิเคราะห์เชิงลึก: สินค้าที่ทรงอิทธิพลและความท้าทายด้านราคา

เมื่อพิจารณารายละเอียดของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ และปริมณฑล ผมพบว่าทาวน์เฮาส์ซึ่งเคยเป็นที่นิยม ได้เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวในตลาดแล้ว แม้ว่าบ้านเดี่ยวจะยังคงไปได้ดี แต่ก็เริ่มเผชิญกับแรงเสียดทานจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากนโยบายการควบคุมการโอนเงินระหว่างประเทศของประเทศต้นทาง การปราบปรามทุนสีเทาและนอมินี ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการรองรับ เช่น การให้สิทธิเช่าระยะยาว 60 ปี อาจทำให้ยอดขายบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ลูกค้าต่างชาติจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการเช่ามากขึ้น โดยยินยอมที่จะจ่ายค่าเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาทสำหรับบ้านหรือคอนโดมิเนียมมูลค่า 50 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ การเช่ารายเดือนที่สะดวกกว่าการซื้อที่อาจมีปัญหาตามมา ทำให้ความต้องการซื้อที่แท้จริงในตลาดลดลง

ในแง่ของระดับราคา กลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเคยเผชิญกับการปฏิเสธสินเชื่อถึง 70% ในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะมียอดขายลดลงไปอีกเหลือเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนเดิม แม้ว่าความต้องการซื้อในกลุ่มนี้ยังมีอยู่สูง เนื่องจากโครงสร้างประชากรยังคงเดิม แต่กำลังซื้อและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อเป็นอุปสรรคสำคัญ การเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำยิ่งไม่สามารถผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้

สำหรับกลุ่มราคา 7-10 ล้านบาท เริ่มมีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก ยอดขายใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 เริ่มย่อตัวลง จากเดิมที่กลุ่มนี้เคยรับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะมีการแข่งขันด้านการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น

ภาพรวมของ ตลาดบ้านมือสอง ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากขึ้นในแง่ของสัดส่วนในตลาด แต่เมื่อพิจารณาลงลึก จะพบว่าตลาดบ้านมือสองไม่ได้มีการเติบโตอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับบ้านใหม่ เนื่องจากขนาดตลาดโดยรวมเล็กลงจากการที่ผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: โรดแมป 8+3 สู่การฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์

เพื่อเป็นการประคับประคองและส่งเสริมการฟื้นตัวของ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ผมได้นำเสนอ “โรดแมป 8+3” ต่อภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ด้าน และมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อหวังผลในปี 2568:

มาตรการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ด้าน:

การปรับปรุงมาตรการ LTV (Loan to Value) อย่างยั่งยืน: กำหนดเพดานการกู้ยืมสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจในระยะยาว
การขยายสัญญาเช่าระยะยาว: เสนอให้ขยายระยะเวลาการเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี โดยรัฐบาลควรจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ และนำรายได้ส่วนนี้ไปจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สร้างเป็นโครงสร้างที่ถาวร
การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ: ปรับปรุงกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร โดยมีหลักการสำคัญคือการกำหนดให้เสียงข้างมากในการบริหารนิติบุคคลต้องไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันการถูกควบคุมโดยชาวต่างชาติ
การสนับสนุน Mortgage Insurance: รัฐควรสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้ธนาคารยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในตลาดระดับกลางถึงล่าง
การอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงของผู้กู้: กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ (ความเสี่ยงต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ / ความเสี่ยงสูง ดอกเบี้ยสูง) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้กู้เข้าถึงสินเชื่อได้ แทนการปฏิเสธเพียงอย่างเดียว
มาตรการรวมหนี้ (Debt Warehouse): รวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ และหนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ
การส่งเสริมโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ (Man Made Project): สนับสนุนการลงทุนในโครงการพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์สุขภาพ, ศูนย์การศึกษา, สวนสนุกขนาดใหญ่, ศูนย์ประชุมนานาชาติ, และศูนย์ความบันเทิงด้านกีฬา โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการอนุญาตให้มีคาสิโน
การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาริมทรัพย์: เชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมถึงเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐ

มาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อประคับประคองตลาดปี 2568:

ต่ออายุมาตรการ LTV: เสนอต่ออายุมาตรการ LTV ซึ่งมีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี จนถึง 30 มิถุนายน 2570
ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง: เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ซึ่งมีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นบ้านทุกระดับราคา
การกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ย: ควบคุมให้ธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสำหรับผู้กู้รายย่อย (MRR) และผู้ประกอบการ (MLR) ให้สอดคล้องหรือลดลงเท่ากับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

แม้ว่า กนง. ได้มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุด แต่ธนาคารพาณิชย์กลับปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เพียง 5-10 สตางค์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายของผู้กู้ทั่วประเทศ

การปรับตัวของผู้ประกอบการ: หัวใจสำคัญในการฝ่าวิกฤต

ปี 2568 ยังคงเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวและการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีสองหัวข้อหลักที่ต้องให้ความสำคัญ:

ด้านการเงิน (Financial Side): กฎเหล็กสำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการกระแสเงินสด ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการตั้งการ์ดสูงและใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงถดถอย
ด้านการพัฒนาโครงการ (Commercial Side): ผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวและยืดหยุ่นสูง พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยในอนาคตที่คาดเดาได้ยาก การปรับตัวเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อในตลาดซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

การทำความเข้าใจแนวโน้ม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย อย่างลึกซึ้ง การปรับตัวให้เข้ากับพลวัตที่เปลี่ยนแปลง และการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค คือหนทางที่จะนำพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยไปสู่ความอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

หากท่านเป็นผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2568 นี้ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ท่านตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ.

Previous Post

D0501100 นแบบ ของครอบคร วต วอย างท part2

Next Post

D0501101 วางแผนหลอกน องต างแม แต โดนตลบหล part2

Next Post
D0501101 วางแผนหลอกน องต างแม แต โดนตลบหล part2

D0501101 วางแผนหลอกน องต างแม แต โดนตลบหล part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.