เกาะภูเก็ต: ศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ดึงดูดการลงทุนข้ามปี 2569
ในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งคาดการณ์การเติบโตของ GDP ประเทศไทยในปี 2569 ไว้ที่ 1-2% ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ และความหวังที่ฝากไว้กับการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ ทว่าสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ กลับมีสมรภูมิที่ยืนหยัดอย่างโดดเด่นไร้คู่แข่ง นั่นคือ “ภูเก็ต” เกาะสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวระดับโลก ที่ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างไม่เสื่อมคลาย นับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน เส้นกราฟการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังคงชี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ที่ผ่านมา เพียง 3 เดือน ก็มีการประกาศเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามาในภูเก็ตสูงถึงเกือบแสนล้านบาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลในการดึงดูดนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ในขณะที่หลายพื้นที่ทั่วประเทศเผชิญกับภาวะกำลังซื้อถดถอยและบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ทว่าภาพในภูเก็ตกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง สถิติการลงทุนใหม่ในไตรมาส 4/2568 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงจากทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังคงคึกคัก และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
มหกรรมทุนใหญ่ แข่งขันกันลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
ภูเก็ต ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต” ที่ได้รับความสนใจจากผู้เล่นรายใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และทุนท้องถิ่นรายใหญ่ ที่ต่างพร้อมใจกันเข้ามาประชันฝีมือในการพัฒนาโครงการคุณภาพสูง
แสนสิริ – ASW: ผู้นำด้านคอนโดมิเนียมและบ้านตากอากาศ
ค่าย แสนสิริ ซึ่งคร่ำหวอดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมานานถึง 16 ปี ได้ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัว 2 โครงการใหม่ในเดือนตุลาคม 2568 ได้แก่ “ดีคอนโด โคฟ” คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์มูลค่า 2,100 ล้านบาท จำนวน 862 ยูนิต บนพื้นที่ 8 ไร่ และ “เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต” บ้านเดี่ยวสุดหรูมูลค่า 1,700 ล้านบาท จำนวน 110 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 66 ไร่ โครงการบ้านเดี่ยวนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ British International School Phuket และห่างจากถนนเทพกระษัตรีเพียง 2.7 กิโลเมตร สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนในระยะยาว
ในขณะที่ ASW (บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)) ซึ่งมีพอร์ตการลงทุนในภูเก็ตมากถึง 82% ของพอร์ตรวม ได้ประกาศศักดาด้วยการพัฒนา 5 โครงการมูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวคอนโดมิเนียมตากอากาศ 3 โครงการใหม่ ได้แก่ “โคราลิน่า กมลา – Coralina Kamala” คอนโดสไตล์รีสอร์ตใกล้หาดกมลา มูลค่า 3,900 ล้านบาท, “เดอะ ไทเทิล เซียร่า – The TITLE Sierra” มูลค่า 2,000 ล้านบาท และ “เดอะ บาลโคนี ในยาง – The Balcony Naiyang” มูลค่า 3,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ASW ยังได้สร้างความฮือฮาด้วยการจับมือกับ กลุ่มโบ๊ทพัฒนา ของตระกูลยงสกุล ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต เพื่อร่วมทุนพัฒนาพูลวิลล่าหรูมูลค่า 5,700 ล้านบาท บนพื้นที่ 75 ไร่ในเกาะแก้ว ภายใต้แบรนด์ Casa de Monte และ Villa del Luna ซึ่งเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างสรรค์โครงการระดับพรีเมียม
กลุ่มวานิช: โครงการ Mixed-Use มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท
อีกหนึ่งบิ๊กโปรเจกต์ที่น่าจับตาคือการลงทุนของ กลุ่มซีวี โดยตระกูลวานิช หนึ่งในตระกูลเก่าแก่และมีชื่อเสียงของภูเก็ต ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ มูลค่า 50,000 ล้านบาท บนที่ดินผืนงามกว่า 491 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ดีบุกเก่าและสวนปาล์ม โครงการนี้มีชื่อว่า “Synthesis Ark Phuket” ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ ต.เกาะแก้ว อ.ถลาง ติดถนนเทพกระษัตรี
ภายใต้แนวคิด “15-Minute Neighborhood” ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน โดยทุกสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถเข้าถึงได้ภายใน 15 นาที โครงการประกอบด้วยคอนโดมิเนียม, บ้านจัดสรร, วิลล่าหรู, อาคารสำนักงาน, โรงแรม, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, สถานศึกษา, ศูนย์สุขภาพและความงาม และศูนย์การค้าระดับโลก โครงการนี้มีแผนจะเริ่มตอกเข็มต้นแรกในปี 2568 โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2575 ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาภูเก็ตให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน
Branded Residence: เทรนด์ใหม่มาแรงในภูเก็ต
เทรนด์ที่กำลังมาแรงในตลาด อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต คือ Branded Residence หรือโครงการที่พักอาศัยระดับพรีเมียมที่มาพร้อมบริการระดับโรงแรมห้าดาว ได้รับการยกระดับจาก บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD ที่ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “The Residences at InterContinental Phuket Resort” โครงการสุดหรูบนหาดกมลา ชูจุดเด่นของการเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์เข้ากับโรงแรมหรูเครือ InterContinental (IHG) ที่ได้รับรางวัล Michelin Keys ซึ่งการันตีมาตรฐานการบริการระดับโลก
โครงการมูลค่า 2,700 ล้านบาท บนพื้นที่ 3.5 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย 2 อาคาร และอาคารพื้นที่ส่วนกลาง มีห้องชุดให้เลือก 5 แบบ ตั้งแต่ 1-5 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 59-425 ตร.ม. จำนวน 111 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 15-100 ล้านบาท โครงการนี้ได้เริ่มการก่อสร้างไปแล้วและมียอด Presale 20% พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 3/2570
อีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของ Branded Residence คือ “เพย์ลา ภูเก็ต ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น เรสซิเดนซ์ส” โดย บริษัท แค๊ปสโตน แอสเสท จำกัด ร่วมกับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เชนโรงแรมชั้นนำระดับโลก โครงการนี้ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางย่านบางเทา ประกอบด้วยเรสซิเดนซ์ 408 ห้อง พร้อมตกแต่งครบครัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์แพลน Mixed-Use Project มูลค่า 4,000 ล้านบาท ที่รวมถึงโรงแรม Autograph Collection 126 ห้อง และพื้นที่รีเทล บนเนื้อที่ 10 ไร่ คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2570
ไซมิส แอสเซท: ขยายการลงทุนในทำเลศักยภาพ
บริษัท ไซมิส แอสเซท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ก็ไม่พลาดที่จะเข้ามามีบทบาทในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต โดยได้ประกาศแผนการลงทุนซื้อที่ดิน 2 แปลง ในย่านบางเทา (10 ไร่) และหาดกมลา (37 ไร่) โดยจะพัฒนาเป็นโครงการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งกำลังพิจารณาดีลที่ดีที่สุดกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์จากสหรัฐฯ และบริษัท คอนเนอร์ สโตน ซึ่งเคยร่วมทุนกันมาก่อนในคอนโด Siamese Bangtao การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 โครงการ แสดงให้เห็นถึงการมองหาโอกาสใหม่ๆ และการขยายฐานการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพสูง
ตลาดบ้านและคอนโดตากอากาศภูเก็ต: ดีมานด์แรง การแข่งขันสูง
จากข้อมูลของ บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด เผยว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศในภูเก็ต ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น “Branded Residence Hub” แห่งเอเชีย ยังคงมีดีมานด์สูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมาก แต่ก็ยังสามารถทำยอดขายได้ถึง 50-70% หรือบางโครงการปิดการขายได้ภายในเวลาอันสั้น
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 18 โครงการ มูลค่ารวม 36,420 ล้านบาท จำนวน 4,648 ยูนิต โดยมีทำเลแข่งขันหลักอยู่ที่ย่านบางเทา, เชิงทะเล, กะตะ, กะรน, ราไวย์ และใจกลางเมืองภูเก็ต สำหรับปี 2569 คาดการณ์ว่าตลาดคอนโดมิเนียมภูเก็ตจะยังคงร้อนแรง แต่ซัพพลายใหม่อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 6,000-10,000 ยูนิต จากที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่กว่า 20,000 ยูนิต ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่หันมาลงทุนในภูเก็ตมากขึ้น
สำหรับตลาดบ้านพักตากอากาศ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 มีการเปิดขายใหม่กว่า 872 ยูนิต ใน 60 โครงการ มูลค่ารวม 36,726 ล้านบาท ทำเลที่แข่งขันสูงที่สุดคือ ย่านเชิงทะเล (55.90%) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากกำลังซื้อชาวรัสเซีย นอกจากนี้ ยังมีทำเลอื่นๆ ตามแนวชายหาดและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ หาดบางเทา, หาดสุรินทร์, หาดลายัน, เชิงทะเล, หาดในทอน, อ่าวฉลอง, หาดราไวย์ และหาดกมลา ป่าตอง
พูลวิลล่าราคา 30-50 ล้านบาท: ความต้องการพุ่งสูง
แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูง แต่ พูลวิลล่าในภูเก็ต ช่วงราคา 30-50 ล้านบาท กลับเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะทำเลที่อาจจะห่างจากชายหาดหลักเล็กน้อย แต่ให้บรรยากาศที่เงียบสงบและต้นทุนที่ดินไม่สูงมากนัก สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มลูกค้าที่มองหาความเป็นส่วนตัวและสถานที่พักผ่อนระดับพรีเมียม
เช่นเดียวกับตลาดคอนโดตากอากาศ ตลาดบ้านพักตากอากาศในภูเก็ตก็มีการแข่งขันที่รุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2569 ซัพพลายใหม่จะลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,500 ยูนิต
กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำ 5 กลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ดังนี้:
เลือกทำเลที่มีศักยภาพสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว: โดยเฉพาะพื้นที่ตอนเหนือของเกาะ หรือโซนใกล้แหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก แต่มีต้นทุนที่ดินต่ำกว่าทำเลชายหาดหลัก จะช่วยให้บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาเอกลักษณ์ของโครงการในเชิงคุณภาพและความพิเศษของทำเล
กลยุทธ์ด้านราคาและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม: ช่วงราคาที่มีดีมานด์ซื้อสูงสุดอยู่ที่ 30-50 ล้านบาทต่อยูนิต โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงที่มองหาทรัพย์สินเพื่อการลงทุนระยะยาว หรือที่อยู่อาศัยสำหรับการพักผ่อนระดับพรีเมียม
เพิ่มมูลค่าโครงการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับพรีเมียม: เช่น คลับเฮาส์ส่วนตัว, สปามาตรฐานโรงแรม 5 ดาว, ฟิตเนสครบวงจร, ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ และบริการดูแลผู้พักอาศัยแบบครบวงจร (Property Management & Concierge Service) เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในระดับรีสอร์ต ช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าระยะยาว หรือให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่มั่นคง
เน้นกลุ่มลูกค้านักลงทุนและผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว: โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติจากกลุ่มประเทศรัสเซีย, จีน, ยุโรป ที่ยังคงมองหาทรัพย์สินในภูเก็ตเพื่อการลงทุนและอยู่อาศัยระยะยาว รูปแบบการนำเสนอที่ได้ผลดี เช่น การลงทุนแบบการันตีผลตอบแทน (Guaranteed Yield) หรือโครงการที่สามารถปล่อยเช่าได้อย่างถูกกฎหมาย
วางแผนโครงการภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development): นำแนวทาง Green Building Concept มาใช้ในกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน, และการบริหารจัดการน้ำและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม
ภูเก็ต: อนาคตแห่งการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
ด้วยปัจจัยบวกที่หลากหลาย ทั้งศักยภาพการท่องเที่ยวระดับโลก, การเติบโตของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง, และการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ “ภูเก็ต” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 และปีต่อๆ ไป การจับตาดูความเคลื่อนไหวและการปรับตัวของตลาดนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจใน “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต”
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพเติบโตสูง หรือต้องการสร้างบ้านพักตากอากาศในฝันบนเกาะที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูเก็ต คือคำตอบที่ท่านไม่ควรมองข้าม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ จะช่วยให้ท่านสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าสูงสุด.

