ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์: เจาะลึกสิทธิ, หน้าที่ และกลยุทธ์การบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในยุค 2025
ในโลกของอสังหาริมทรัพย์ที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความซับซ้อน คำว่า “ผู้ให้เช่า” มักถูกผูกโยงเข้ากับ “เจ้าของกรรมสิทธิ์” โดยอัตโนมัติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ผมขอยืนยันว่านี่คือความเข้าใจผิดที่สำคัญและอาจทำให้หลายคนพลาดโอกาสหรือตกอยู่ในความเสี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว แท้จริงแล้ว กฎหมายไทยไม่ได้จำกัดว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินเสมอไป เพียงแต่ต้องมีสิทธิครอบครองหรือสิทธิใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่แท้จริง บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของการเป็น ผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป
ถอดรหัสแนวคิด: ทำไมผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์?
ความสับสนเรื่องบทบาทของผู้ให้เช่ามักเกิดจากการตีความคำว่า “กรรมสิทธิ์” และ “สิทธิครอบครอง” ที่คลาดเคลื่อน กรรมสิทธิ์คือสิทธิเด็ดขาดสูงสุดในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการใช้, ได้ประโยชน์, จำหน่าย, หรือก่อภาระติดพันบนทรัพย์นั้น แต่สัญญาเช่าเป็นเพียงการก่อให้เกิดสิทธิในการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินชั่วคราว ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ นั่นหมายความว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยจึงเปิดช่องให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็สามารถทำสัญญาให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินได้ หากพวกเขามีสิทธิโดยชอบธรรมในการครอบครองหรือใช้ทรัพย์สินนั้นอยู่แล้ว
หลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการ บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า และเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การเช่าช่วง, การมอบอำนาจให้บริษัท บริการจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ดูแล, หรือการใช้สิทธิพิเศษบางอย่างที่ได้รับจากเจ้าของ กฎหมายให้ความสำคัญกับการมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญามากกว่าการเป็นเจ้าของโดยตรง สิ่งนี้คือรากฐานที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อหลีกเลี่ยง ปัญหาผู้ให้เช่าผู้เช่า ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ฐานทางกฎหมายที่รองรับ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติไว้ว่า “อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น” สังเกตว่าในบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นโดยตรง เพียงแต่ระบุว่า “ตกลงให้ใช้หรือได้รับประโยชน์” ซึ่งตีความได้ว่าผู้ให้เช่าต้องมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์นั้นได้
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ และเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจ กฎหมายเช่า ในประเทศไทย การมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างชัดแจ้ง จึงเพียงพอที่จะทำให้บุคคลนั้นสามารถเป็นผู้ให้เช่าได้ การเข้าใจมาตรานี้อย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การลงทุนอสังหา หรือผู้ที่ต้องการ ทำสัญญาเช่า อย่างรัดกุม
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
ในทางปฏิบัติ มีหลากหลายกรณีที่บุคคลสามารถเป็นผู้ให้เช่าได้โดยไม่ถือกรรมสิทธิ์เอง:
ผู้เช่าช่วง (Subtenant/Sublessor):
นาย A เช่าคอนโดมิเนียมจากเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี และได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของให้สามารถปล่อยเช่าช่วงต่อได้ นาย A จึงทำ สัญญาเช่าช่วง กับนาย B เป็นเวลา 1 ปี ในกรณีนี้ นาย A คือผู้ให้เช่าแก่นาย B แม้ตนเองจะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ การทำ สัญญาเช่าช่วง ต้องระบุเงื่อนไขและสอดคล้องกับ สัญญาเช่า หลัก เพื่อป้องกันความขัดแย้งและปกป้องสิทธิของทุกฝ่าย การทำความเข้าใจเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากการ ลงทุนคอนโดให้เช่าผลตอบแทนสูง ผ่านกลยุทธ์การเช่าช่วง
ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของทรัพย์ (Authorized Agent):
เจ้าของบ้านต้องการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ จึงมอบอำนาจให้นาย C ซึ่งเป็นญาติหรือผู้จัดการทรัพย์สินดูแลบ้านและทำสัญญาให้เช่าแทนตน โดยทำ หนังสือมอบอำนาจ ที่ระบุขอบเขตอำนาจไว้อย่างชัดเจน นาย C จึงสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้เช่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะตัวแทนของเจ้าของ นี่เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในธุรกิจ บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของไม่สะดวกจัดการเอง
ผู้มีสิทธิเก็บกิน (Usufructuary):
นาย D ได้รับสิทธิเก็บกินในที่ดินแปลงหนึ่งจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหมายถึงสิทธิในการครอบครอง, ใช้, และได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นตลอดชีวิต หรือตามระยะเวลาที่กำหนด นาย D จึงมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นเช่าที่ดินแปลงนั้นเพื่อทำการเกษตร หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวได้ ผู้เช่าจึงต้องทำสัญญาเช่ากับนาย D ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง สิทธิเก็บกินเป็นตัวอย่างคลาสสิกของสิทธิที่ทำให้ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
ผู้มีสิทธิอาศัย (Right of Habitation):
คล้ายคลึงกับสิทธิเก็บกิน แต่สิทธิอาศัยจำกัดเฉพาะการอยู่อาศัยในทรัพย์สินเท่านั้น นาย E ได้รับสิทธิอาศัยในบ้านหลังหนึ่งตลอดชีวิตจากเจ้าของ นาย E สามารถอนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามาพักอาศัยร่วมกัน หรือบางกรณีอาจให้เช่าในส่วนที่ตนไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้ หากไม่ขัดต่อเจตนาและเงื่อนไขของสัญญาให้สิทธิอาศัย สิทธินี้มักพบในการวางแผนมรดก หรือการดูแลบุพการี
ผู้จัดการมรดก หรือผู้ดูแลทรัพย์สินของนิติบุคคล:
ในกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์เสียชีวิตไปแล้ว ผู้จัดการมรดกมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย ซึ่งรวมถึงการให้เช่าจนกว่าการแบ่งปันมรดกจะแล้วเสร็จ ในทำนองเดียวกัน ผู้จัดการของบริษัทหรือนิติบุคคลที่ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ก็มีอำนาจในการทำสัญญาเช่าในนามของนิติบุคคลนั้น แม้ตนเองจะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงในทรัพย์สินก็ตาม
โอกาสและความท้าทายในการเป็นผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในยุค 2025
การทำความเข้าใจว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุค 2025 ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพ:
โอกาส:
เพิ่มแหล่งรายได้: ผู้ที่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์สามารถสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้
ลดภาระเจ้าของ: เจ้าของสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นจัดการการเช่าได้ ซึ่งสะดวกสบายและช่วยในการ วางแผนภาษีอสังหาริมทรัพย์
สร้างโมเดลธุรกิจใหม่: เอื้อต่อธุรกิจ co-living space, short-term rental, หรือบริการ จัดการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ที่ครบวงจรมากขึ้น
เพิ่มการเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์: ผู้เช่ามีทางเลือกมากขึ้นในการหาที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ประกอบธุรกิจ
ความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องระวัง:
แม้จะมีโอกาส แต่การเป็น ผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่ หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้องและโปร่งใส:
การไม่ได้รับอนุญาตที่ถูกต้อง: หากผู้ให้เช่าช่วงไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของจริง อาจถูกฟ้องร้องในข้อหาบุกรุก หรือเจ้าของสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าหลักได้ทันที ส่งผลให้ผู้เช่าช่วงต้องออกจากพื้นที่โดยไม่มีการคุ้มครอง
สัญญาเช่าหลักสิ้นสุดก่อนกำหนด: ในกรณีของ สัญญาเช่าช่วง หากสัญญาเช่าหลักระหว่างเจ้าของและผู้เช่าหลักสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ สัญญาเช่าช่วงก็อาจสิ้นสุดลงตามไปด้วย ทำให้ผู้เช่าช่วงเสียสิทธิโดยไม่ตั้งใจ
ปัญหาด้านความเชื่อมั่น: ผู้เช่าอาจไม่มั่นใจในสถานะของผู้ให้เช่า นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมของสัญญาและการคุ้มครองทางกฎหมาย หาก ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันสิทธิได้ชัดเจน
ข้อพิพาททางกฎหมาย: การจัดการที่ไม่รอบคอบอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของ, ผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของ, และผู้เช่า ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายเช่า
แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อความปลอดภัยและโปร่งใส
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอย้ำว่ากุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงและสร้างความสำเร็จในการเป็น ผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ คือ “ความชัดเจน โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย” ดังนี้:
เอกสารยืนยันสิทธิที่รัดกุม:
หนังสือมอบอำนาจ: หากเป็นตัวแทนจากเจ้าของ ต้องมี หนังสือมอบอำนาจ ที่ระบุขอบเขตอำนาจ, ระยะเวลา, และวัตถุประสงค์ในการให้เช่าไว้อย่างชัดเจน การระบุรายละเอียดเช่น “มีอำนาจในการเจรจา, ทำสัญญา, เรียกเก็บค่าเช่า, และดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” จะช่วยให้การดำเนินงานราบรื่น
หนังสือยินยอมจากเจ้าของ: สำหรับกรณีการเช่าช่วง เจ้าของกรรมสิทธิ์ควรทำ หนังสือยินยอม ให้ผู้เช่าหลักสามารถปล่อยเช่าช่วงต่อได้ โดยระบุเงื่อนไข, ระยะเวลา, และข้อจำกัดต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การห้ามดัดแปลงทรัพย์สิน
เอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง: ควรแนบสำเนาโฉนดที่ดิน, สัญญาเช่าหลัก, หรือเอกสารอื่นๆ ที่แสดงสิทธิครอบครองหรือสิทธิใช้ประโยชน์ของผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของ เพื่อให้ผู้เช่ามั่นใจในความถูกต้องตามกฎหมาย
สัญญาเช่าที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ครบถ้วนและชัดเจน:
ระบุสถานะผู้ให้เช่า: ใน สัญญาเช่า ต้องระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ให้เช่าเป็นใคร และมีสถานะเป็นอะไร เช่น “ผู้เช่าช่วงได้รับอนุญาตจากเจ้าของ” หรือ “ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของ”
รายละเอียดสิทธิและหน้าที่: กำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกลาง, การซ่อมแซม, การคืนเงินประกัน, และเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา
เงื่อนไขสำคัญ: ใน สัญญาเช่าช่วง ควรระบุถึงความผูกพันกับสัญญาเช่าหลัก และผลที่จะเกิดขึ้นหากสัญญาเช่าหลักสิ้นสุดลงก่อนกำหนด รวมถึงระบุบทบาทของเจ้าของกรรมสิทธิ์ (ถ้าจำเป็น) เพื่อให้ผู้เช่ารับทราบและยอมรับความเสี่ยง
การทำสัญญาเช่ามืออาชีพ: การใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญในการ ทำสัญญาเช่ามืออาชีพ จะช่วยให้สัญญาครอบคลุมทุกประเด็นทางกฎหมายและลดความเสี่ยงได้
การตรวจสอบประวัติ (Due Diligence):
สำหรับผู้ให้เช่า: ตรวจสอบประวัติผู้เช่าอย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการชำระค่าเช่าหรือการดูแลทรัพย์สิน
สำหรับผู้เช่า: อย่าละเลยการตรวจสอบสถานะของผู้ให้เช่า หากพบว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต้องขอเอกสารยืนยันสิทธิ์ที่กล่าวมาข้างต้น และอาจพิจารณาติดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงเพื่อสอบถามความถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจในความชอบธรรมของสัญญาและป้องกัน ปัญหาผู้ให้เช่าผู้เช่า
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ:
หากมีความซับซ้อนหรือไม่แน่ใจในข้อกฎหมาย การปรึกษา ที่ปรึกษากฎหมายอสังหา หรือ บริการกฎหมายอสังหา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาจะสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและช่วยร่างสัญญาที่รัดกุม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทุกฝ่าย นี่คือการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ อย่างชาญฉลาดและปลอดภัย
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าปี 2025 และบทบาทของผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2025 กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือเทคโนโลยีดิจิทัล, ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค, และสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย แนวคิดที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในหลายมิติ:
PropTech และการจัดการทรัพย์สิน: แพลตฟอร์ม PropTech จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการ บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า มากขึ้น ตั้งแต่การประกาศเช่า, การทำสัญญาดิจิทัล, ไปจนถึงการเก็บค่าเช่า ทำให้การจัดการสำหรับผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น
ความต้องการเช่าที่หลากหลาย: การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนทำงานอิสระ (freelancers), digital nomads, และนักศึกษาต่างชาติ ทำให้ความต้องการ อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ระยะสั้นหรือแบบยืดหยุ่นมีสูงขึ้น ซึ่งเหมาะกับการใช้โมเดลการเช่าช่วงหรือการจัดการโดยตัวแทน
การลงทุนทางเลือก: สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน หรือไม่ต้องการภาระการเป็นเจ้าของโดยตรง การลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินให้เช่า (ซึ่งเข้าข่ายผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของ) จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น: คาดว่าภาครัฐอาจมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเช่าและการเช่าช่วงที่ชัดเจนขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้การทำความเข้าใจว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อย่างถ่องแท้และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็น
สรุป: การเป็นผู้ให้เช่าที่ชาญฉลาดและยั่งยืน
จากประสบการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์กว่าทศวรรษ ผมสรุปได้ว่า หลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นั้นไม่ใช่ช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินให้เกิดสูงสุด หากเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง การมี ผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ สามารถเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ต้องการลดภาระ, ผู้เช่าที่ต้องการโอกาสสร้างรายได้, หรือผู้เช่าปลายทางที่ได้มีทางเลือกในการเข้าถึง อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า มากขึ้น
กุญแจสู่ความสำเร็จและความปลอดภัยคือการยึดมั่นในความโปร่งใส, การจัดทำเอกสารที่ครบถ้วนและรัดกุม, การทำ สัญญาเช่า ที่ชัดเจน, และการไม่ลังเลที่จะขอคำปรึกษาจาก ที่ปรึกษากฎหมายอสังหา หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า อยู่เสมอ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะปกป้องผลประโยชน์ของท่านในฐานะผู้ให้เช่าหรือผู้เช่า แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้ตลาด การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งในระยะยาว
หากท่านกำลังพิจารณาเป็นผู้ให้เช่าโดยไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ กฎหมายเช่า และการ บริหารจัดการทรัพย์สินให้เช่า โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และกฎหมายเพื่อขอคำปรึกษาเฉพาะบุคคล ทีมงานของเราพร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกและโซลูชั่นที่ปรับให้เข้ากับความต้องการของท่าน เพื่อให้ทุกก้าวในการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือการเช่าของท่านเป็นไปอย่างมั่นคงและปราศจากความกังวล.

