ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์: เจาะลึกสิทธิและหน้าที่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2025 โดยผู้เชี่ยวชาญ 10 ปี
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมมักจะพบคำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนาอยู่เสมอ นั่นคือ “ผู้ให้เช่าจำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าเท่านั้นหรือไม่?” ความเข้าใจผิดนี้เป็นสิ่งที่แพร่หลาย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดและปัญหาทางกฎหมายได้ง่ายดาย บทความนี้จะเจาะลึกถึงหลักการสำคัญที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เสมอไป พร้อมทั้งสำรวจสิทธิ หน้าที่ และข้อควรพิจารณาที่ซับซ้อนภายใต้ภูมิทัศน์กฎหมายและตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2025 เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ให้เช่า ผู้เช่า และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกรรมได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
ทำความเข้าใจแก่นแท้: สิทธิเหนือกรรมสิทธิ์ในการให้เช่า
แนวคิดพื้นฐานที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การให้เช่าทรัพย์สินใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด หรือที่ดิน ผู้ให้เช่าจะต้องมี “กรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินนั้นอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยไม่ได้จำกัดสิทธิการให้เช่าไว้เพียงแค่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงเท่านั้น หากบุคคลใดมี “สิทธิครอบครอง” หรือ “สิทธิใช้ประโยชน์” ในทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือได้รับ “อนุญาต” จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็สามารถขึ้นเป็นผู้ให้เช่าได้อย่างถูกต้อง
หัวใจสำคัญของหลักการนี้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่าง “กรรมสิทธิ์” (Ownership) และ “สิทธิครอบครอง” หรือ “สิทธิใช้ประโยชน์” (Right of Possession / Right of Use) กรรมสิทธิ์คือสิทธิสูงสุดในการใช้สอย ได้มาซึ่งผลประโยชน์ จำหน่าย จ่าย โอน และขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่สิทธิครอบครองหรือสิทธิใช้ประโยชน์นั้นหมายถึงการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจในการยึดถือทรัพย์สินเพื่อตนเอง หรือมีสิทธิใช้สอยทรัพย์สินนั้นตามที่กฎหมายกำหนดหรือเจ้าของอนุญาต ดังนั้น การที่ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงเป็นหลักการที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางกฎหมายที่เอื้อต่อการหมุนเวียนและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ
รากฐานทางกฎหมาย: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571
เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ในหมวดว่าด้วยสัญญาเช่าทรัพย์ ตั้งแต่มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 ไม่ได้ระบุข้อจำกัดว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าแต่อย่างใด หากแต่เน้นย้ำถึง “สิทธิในการให้เช่า” ซึ่งสามารถเกิดจากหลายกรณี:
ผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ: หากบุคคลนั้นๆ ได้รับสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้เช่าหลัก (lessee) ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของให้สามารถนำไปเช่าช่วงต่อได้
ผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของ: เจ้าของกรรมสิทธิ์อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทรัพย์สินและดำเนินการให้เช่าแทนตน
ผู้ทรงสิทธิอื่น ๆ ที่ให้สิทธิในการใช้ประโยชน์: เช่น ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน (Usufructuary) หรือผู้ทรงสิทธิอาศัย (Right of Habitation) ซึ่งได้รับสิทธิในการใช้สอยและหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
การตีความกฎหมายในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการ เช่าช่วง (sublease) ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม สัญญาเช่าคอนโด และ สัญญาเช่าบ้าน ในพื้นที่ที่มีความต้องการสูงอย่างกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลัก การเช่าช่วงช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ที่ต้องการลงทุนคอนโดให้เช่า แต่ไม่มีเวลาบริหารจัดการโดยตรง
สถานการณ์จริง: ใครบ้างที่สามารถเป็นผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์?
ในโลกของการ บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ มีหลายสถานการณ์ที่บุคคลซึ่งไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้เช่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย:
ผู้เช่าช่วง (Sub-Lessor):
คำอธิบาย: นี่คือกรณีที่พบบ่อยที่สุด นาย A เช่าคอนโดมิเนียมจากเจ้าของ (นาย C) เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อประกอบกิจการหรือเพื่อพักอาศัย แต่ต่อมานาย A ต้องการให้ผู้อื่น (นาย B) เข้ามาพักอาศัยและชำระค่าเช่าแทนหรือร่วมกัน หากสัญญาเช่าหลักระหว่างนาย A และนาย C อนุญาตให้มีการเช่าช่วง หรือนาย A ได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนาย C นาย A ก็สามารถทำสัญญาเช่าช่วงกับนาย B ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยนาย A จะมีสถานะเป็นผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์
ข้อควรพิจารณาสำหรับปี 2025: การเช่าช่วงเพื่อทำธุรกิจระยะสั้น เช่น Airbnb หรือที่พักรายวัน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากกฎหมายควบคุมโรงแรมและอพาร์ตเมนต์แบบมีบริการอาจมีข้อจำกัด ผู้ให้เช่าช่วงควรตรวจสอบข้อกำหนดของนิติบุคคลอาคารชุดและกฎหมายท้องถิ่นอย่างละเอียด เพื่อ ป้องกันปัญหาทางกฎหมาย ที่อาจเกิดขึ้น
ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของทรัพย์ (Authorized Agent):
คำอธิบาย: เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่พำนักอยู่ต่างประเทศ หรือมีทรัพย์สินหลายแห่ง มักจะมอบหมายให้บุคคลอื่น (เช่น ญาติสนิท, บริษัท บริหารจัดการทรัพย์สิน หรือ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์) เป็นผู้ดูแลและดำเนินการให้เช่าแทนตน บุคคลผู้ได้รับมอบอำนาจนี้สามารถลงนามใน สัญญาเช่าที่อยู่อาศัย หรือ สัญญาเช่าคอนโด ในฐานะผู้ให้เช่าได้ โดยระบุสถานะว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์
ข้อควรพิจารณาสำหรับปี 2025: การมอบอำนาจควรทำเป็น หนังสือมอบอำนาจ ที่ชัดเจน ระบุขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าเช่า การเรียกเก็บเงิน การซ่อมบำรุง หรือการดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การทำนิติกรรมที่สำคัญนี้จำเป็นต้องได้รับการปรึกษาจาก ที่ปรึกษากฎหมายอสังหาฯ เพื่อให้มั่นใจว่าการมอบอำนาจนั้นสมบูรณ์และถูกต้อง
ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน (Usufructuary) หรือผู้ทรงสิทธิอาศัย (Holder of Right of Habitation):
คำอธิบาย: เป็นสิทธิที่เจ้าของกรรมสิทธิ์โอนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อใช้สอยและหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นตลอดชั่วชีวิตของผู้ทรงสิทธิ หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการนำทรัพย์สินออกให้เช่าเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากค่าเช่า ในขณะที่ผู้ทรงสิทธิอาศัยมีสิทธิเพียงแค่ใช้สอยเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยไม่มีสิทธิในการนำทรัพย์สินไปให้เช่าต่อ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น
ข้อควรพิจารณาสำหรับปี 2025: การทำความเข้าใจประเภทของสิทธิเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบที่ไม่ใช่การถือกรรมสิทธิ์โดยตรง การทำความเข้าใจรายละเอียดของสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิในการให้เช่า
หัวใจสำคัญ: การจัดเตรียมเอกสารและการตรวจสอบสถานะ
แม้ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่การดำเนินการโดยปราศจากเอกสารหลักฐานที่รัดกุมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งยวด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอย้ำว่าความถูกต้องของเอกสารคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด:
หนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์: นี่คือเอกสารสำคัญที่สุดสำหรับผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ยินยอมและมอบอำนาจให้ผู้ให้เช่าดำเนินการให้เช่าได้ พร้อมระบุขอบเขตของอำนาจที่มอบให้ เช่น ระยะเวลาการเช่า, ค่าเช่า, และเงื่อนไขต่างๆ
สัญญาเช่าที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน: สัญญาเช่าควรระบุสถานะของผู้ให้เช่าอย่างชัดเจน เช่น “นาย A (ผู้เช่าช่วง/ผู้รับมอบอำนาจ) โดยการยินยอม/มอบอำนาจจากนาย C (เจ้าของกรรมสิทธิ์)” และแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจ/ยินยอมดังกล่าวไปพร้อมกับสัญญาเช่า สัญญานี้ควรระบุรายละเอียดที่ครบถ้วนเกี่ยวกับทรัพย์สิน ค่าเช่า ระยะเวลา สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา และการวางเงินประกัน
หลักฐานสิทธิในทรัพย์สิน: ผู้เช่าควรขอตรวจสอบหลักฐานสิทธิของผู้ให้เช่า เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน (แม้ผู้ให้เช่าจะไม่ใช่เจ้าของก็ตาม แต่เพื่อยืนยันว่าเจ้าของที่มอบอำนาจมีกรรมสิทธิ์จริง) สำเนาสัญญาเช่าหลัก (ในกรณีของการเช่าช่วง) หรือเอกสารยืนยันสิทธิเก็บกิน/สิทธิอาศัย นี่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยให้การให้เช่าเป็นไปอย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างคู่สัญญา ลดความเสี่ยงของข้อพิพาท และเป็นไปตามหลักการของความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการ การทำนิติกรรม ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
ความเสี่ยงและแนวทางการลดหย่อน: สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ให้เช่าและผู้เช่า
แม้หลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะให้ความยืดหยุ่น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าจำเป็นต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงเหล่านี้:
สำหรับผู้ให้เช่าที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์:
ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับอนุญาต: หากคุณดำเนินการให้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุณอาจถูกฟ้องในข้อหาบุกรุก หรือถูกเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำผิดสัญญาเช่าหลัก (ในกรณีผู้เช่าช่วง) ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่รุนแรง
ข้อพิพาทกับเจ้าของกรรมสิทธิ์: หากขอบเขตอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่ชัดเจน หรือมีการกระทำที่เกินขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย อาจนำไปสู่ข้อพิพาทกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้
ความผูกพันทางภาษี: รายได้ค่าเช่าต้องเสีย ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าช่วงหรือผู้รับมอบอำนาจ ควรทำความเข้าใจภาระภาษีและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
สำหรับผู้เช่า:
ความไม่แน่นอนของสัญญาเช่า: ในกรณีของการเช่าช่วง หากสัญญาเช่าหลักสิ้นสุดลงก่อนกำหนด สัญญาเช่าช่วงก็อาจสิ้นสุดลงตามไปด้วยทันที ผู้เช่าอาจต้องย้ายออกโดยไม่ทันตั้งตัว
การไม่มีความคุ้มครองทางกฎหมาย: หากผู้เช่าทำสัญญากับผู้ที่ไม่มีสิทธิในการให้เช่าโดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่านั้นอาจเป็นโมฆะ หรือผู้เช่าอาจไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเมื่อเกิดปัญหา เช่น การไม่ได้รับเงินประกันคืน หรือการถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม
ปัญหาเรื่องการซ่อมแซมและการบำรุงรักษา: หากผู้ให้เช่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง การประสานงานเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินขนาดใหญ่ อาจมีความซับซ้อนและล่าช้ากว่าปกติ
แนวทางการลดหย่อนความเสี่ยง:
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าควรขอคำแนะนำจาก ปรึกษากฎหมายอสังหาฯ ก่อนลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและทำความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตนเอง
การตรวจสอบสถานะ (Due Diligence): ผู้เช่าควรดำเนินการตรวจสอบสถานะของผู้ให้เช่าและทรัพย์สินอย่างละเอียด เช่น ตรวจสอบว่าผู้ให้เช่ามีหนังสือมอบอำนาจหรือสัญญาเช่าช่วงที่ถูกต้องหรือไม่ และตรวจสอบว่าทรัพย์สินไม่มีภาระผูกพันใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเช่า
การระบุเงื่อนไขในสัญญา: สัญญาเช่าควรระบุเงื่อนไขและข้อตกลงที่ชัดเจนสำหรับการสิ้นสุดของสัญญาเช่าหลัก (ในกรณีเช่าช่วง) รวมถึงการคุ้มครองผู้เช่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
โอกาสและการปรับตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2025: การมองไปข้างหน้า
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม ผมเห็นว่าหลักการที่ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2025 ที่ความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น:
การลงทุนรูปแบบใหม่: แนวคิดนี้ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องซื้อขาดเพื่อปล่อยเช่าเสมอไป อาจเป็นการลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือการเข้าร่วมโครงการที่มีลักษณะคล้ายกับการเช่าระยะยาวเพื่อนำไปปล่อยเช่าช่วงต่อ ซึ่งต้องอาศัยการปรึกษา ที่ปรึกษาการลงทุนอสังหา ที่มีประสบการณ์
การบริหารจัดการทรัพย์สินมืออาชีพ: การที่ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง ยิ่งเพิ่มความต้องการบริการ บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ แบบครบวงจร บริษัทเหล่านี้จะเข้ามาดูแลตั้งแต่การหาผู้เช่า การทำสัญญา การบำรุงรักษา ไปจนถึงการจัดการปัญหาต่างๆ แทนเจ้าของหรือผู้มีสิทธิให้เช่า เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามกฎหมาย
เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์ม: แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการเช่าอสังหาริมทรัพย์จะมีความซับซ้อนและปลอดภัยมากขึ้น โดยอาจมีการบูรณาการระบบยืนยันตัวตนและการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ให้เช่าและผู้เช่า เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการทำสัญญาที่ไม่ถูกต้อง
กฎหมายและการกำกับดูแล: คาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจพิจารณากฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการเช่าช่วงและการให้เช่าโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษี ความปลอดภัย และสิทธิของผู้เช่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความชัดเจนในตลาด
การเข้าใจและนำหลักการที่ ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไปใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป สามารถสร้างโอกาสจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทสรุป: ความรู้คือพลังในการให้เช่าที่ปลอดภัยและยั่งยืน
การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เป็นกุญแจสำคัญสู่การดำเนินธุรกรรมเช่า-ให้เช่าที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย การยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าใครก็สามารถนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปให้เช่าได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย เอกสารหลักฐานที่ครบถ้วน และความโปร่งใสระหว่างคู่สัญญา
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบสถานะอย่างละเอียด การจัดทำสัญญาที่รัดกุม และการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเมื่อมีข้อสงสัย การลงทุนในความรู้และขั้นตอนที่ถูกต้องเหล่านี้จะช่วย ป้องกันปัญหาทางกฎหมาย และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าในการทำสัญญาที่ยุติธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
หากท่านกำลังพิจารณาที่จะเป็นผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อน หรือต้องการความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการ บริหารจัดการทรัพย์สิน และ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในยุคปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน.

