ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย 2025: ปฏิรูปโครงสร้าง ดึงลงทุน เลิกประชานิยม สู่ GDP 4%
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงเศรษฐกิจและการเงินไทยมานานกว่าทศวรรษ ผมมองว่าปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยก เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ได้พาเรามาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จริงจัง ประเทศไทยจะยังคงติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำที่ 1-2% ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ: ก้าวข้ามกับดัก GDP ต่ำ
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในปี 2568 คือสัญญาณเตือนจากตัวเลข GDP ที่แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมๆ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว เริ่มเผชิญข้อจำกัด การเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี ทำให้รายได้ต่อหัวของคนไทยยังคงห่างไกลจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การปรับปรุงภาคการผลิตให้ทันสมัย การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและกำลังซื้อภายในประเทศ
หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ซึ่งในปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับสูงจนน่าเป็นห่วง ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งทะลุ 90% ของ GDP เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินกำลังซื้อและบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนไทย ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังฉุดรั้งการบริโภคโดยรวมของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ การสร้างวินัยทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูกำลังซื้อระยะยาว และควรตั้งเป้าหมายลดหนี้ครัวเรือนให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 80% ของ GDP ให้ได้โดยเร็ว
ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): พลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม
ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนผัน และห่วงโซ่อุปทานมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ประเทศไทยมีโอกาสทองในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ แต่การจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมากกว่าแค่การเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI การลงทุนที่ไทยต้องการไม่ใช่เพียงการประกอบชิ้นส่วน แต่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ
ในปี 2568 เราต้องพุ่งเป้าไปที่ “อุตสาหกรรม S-Curve ใหม่” ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง, เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech), การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine), พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy), อุตสาหกรรมดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์ การดึงดูด FDI ในกลุ่มนี้ต้องมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว เพื่อให้การลงทุนเหล่านี้กลายเป็นการขับเคลื่อนการผลิตและการส่งออกของไทยให้ก้าวไปสู่ระดับโลก
ลด-เลิกนโยบายประชานิยม: สร้างวินัยการคลังที่ยั่งยืน
ผมขอยืนยันหนักแน่นว่า “นโยบายประชานิยม” ที่มุ่งเน้นการแจกจ่ายเงินแบบหว่านแห่โดยปราศจากการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในทางกลับกัน กลับเป็นการสร้างภาระทางการคลังระยะยาว ทำให้งบประมาณของประเทศตึงตัว และยังบิดเบือนกลไกตลาด หากรัฐบาลใหม่ยังคงเดินหน้าด้วยนโยบายที่เน้นการใช้จ่ายระยะสั้นเช่นนี้ งบประมาณของประเทศจะเผชิญความตึงเครียดมากขึ้น และประเทศจะสูญเสียโอกาสในการลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ในปี 2568 การบริหารจัดการ “การเงินการคลัง” ของประเทศต้องกลับมาอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและวินัย รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจยกเลิกโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหันมาลงทุนในสิ่งที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง การสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ตลาดทุนไทย: หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
“ตลาดทุนไทย” โดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นไทย” มีศักยภาพมหาศาลในการเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมา กลไกนี้ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ รัฐบาลชุดใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่รวมถึง SMEs และสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรม เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
การส่งเสริมให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ “ความเชื่อมั่นนักลงทุน” กลับคืนมาเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องเห็นการกำกับดูแลที่โปร่งใส การสร้างสภาพคล่องที่ดี และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและตอบโจทย์นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การส่งเสริมการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ยึดมั่นในหลัก “ESG Investment” (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับการ “พัฒนาอย่างยั่งยืน” และยังสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับชั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศผ่านการลงทุนในตลาดหุ้น หากตลาดหุ้นแข็งแกร่ง กำลังซื้อของผู้บริโภคก็จะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ อันเป็นผลพวงจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน
ภาคอสังหาริมทรัพย์: จุดท้าทายและการพลิกฟื้น
“ภาคอสังหาริมทรัพย์” ในปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทายสูงสุดในรอบสองทศวรรษ ทั้งจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง การปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 50-70% และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่และยั่งยืนมากขึ้น การกระตุ้นภาคอสังหาฯ ต้องไม่ใช่เพียงแค่การลดค่าโอน-จดจำนองชั่วคราว แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอคือหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่สอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เน้นสุขภาพ (Wellness Residence) หรือที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ “การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์” ต้องมองไปถึงการดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีความมั่งคั่งที่ต้องการเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในประเทศไทย การสร้างความมั่นใจในสิทธิการครอบครองและกฎหมายที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดกลุ่มนี้
ยกระดับ Ease of Doing Business และปราบปรามคอร์รัปชัน
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้ง “การค้าการลงทุน” ทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติคือ “ขั้นตอนราชการ” ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และการคอร์รัปชันแฝงที่ยังคงมีอยู่ รัฐบาลใหม่ต้องเร่ง “การลดขั้นตอนราชการ” และ “การปฏิรูปภาคราชการ” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในทุกขั้นตอนของ “การบริหารจัดการภาครัฐ” เพื่อให้การขอใบอนุญาตและการติดต่อกับภาครัฐเป็นเรื่องที่โปร่งใส สะดวก รวดเร็ว และไร้ต้นทุนแอบแฝง
การจัดตั้ง “ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)” ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โดยที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนสามารถติดต่อได้ครบวงจร ไม่ใช่แค่การรวบรวมสถานที่ แต่เป็นการบูรณาการข้อมูลและกระบวนการทำงาน จะช่วยเพิ่ม “ความเชื่อมั่นนักลงทุน” และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการทำธุรกิจ การ “การปราบปรามคอร์รัปชัน” ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในระบบราชการ
พัฒนาศักยภาพแรงงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
“เศรษฐกิจดิจิทัล” และ “การสร้างนวัตกรรม” จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของไทยในอนาคต ดังนั้น การ “การบริหารจัดการแรงงาน” และการพัฒนา “ทักษะแรงงาน” จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลต้องลงทุนในโครงการ “การอัพสกิล รีสกิล” ให้กับคนไทย เพื่อให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม S-Curve และโลกยุคใหม่ เช่น ทักษะด้าน AI, Data Science, Cyber Security และ Green Skills เพื่อสร้าง “การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน “ภาคการท่องเที่ยว” ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญ แต่เราต้องปรับจาก “การท่องเที่ยวเชิงปริมาณ” ไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” และ “Wellness Tourism” (ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ซึ่งเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการประสบการณ์พิเศษ การลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ทันสมัย เช่น ระบบคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ สนามบินนานาชาติ และ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” จะช่วยรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและทำให้ไทยยังคงเป็น “เดสติเนชั่นระดับโลก”
การพัฒนาภูมิภาค: บทเรียนจากภูเก็ตสู่ Smart City
“ภูเก็ต” เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงศักยภาพและความท้าทายของการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แม้จะเป็นเมืองที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่กลับเผชิญปัญหาสะสมมากมาย ทั้งปัญหาจราจรติดขัด ขยะล้นเมือง น้ำประปาไม่เพียงพอ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดการลงทุนใน “เมกะโปรเจกต์” ที่จำเป็นและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ
รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนา “Smart City” โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต การลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัย การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการแก้ปัญหาเมือง จะช่วยยกระดับภูเก็ตให้เป็น “เมืองอัจฉริยะ” ที่น่าอยู่และน่าลงทุนอย่างแท้จริง และเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาภูมิภาคอื่นๆ
เสถียรภาพทางการเมืองและทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง
ท้ายที่สุด ปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปสำเร็จคือ “เสถียรภาพทางการเมือง” และ “ทีมเศรษฐกิจที่มีเอกภาพ” การเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยครั้งจากการเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้ “ความเชื่อมั่นนักลงทุน” ทั้งในและต่างประเทศสั่นคลอน รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และที่สำคัญที่สุดคือมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความรู้ความสามารถ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อกำหนดทิศทางและนำพาประเทศฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนให้ได้ตามเป้าหมาย GDP ที่ 3-4% ต่อปี
ก้าวต่อไป: สร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย 2025
ปี 2568 คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทย เรามีศักยภาพและโอกาสมากมายรออยู่ แต่เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายเชิงโครงสร้าง และกล้าที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถ “พลิกโฉมเศรษฐกิจ” ก้าวข้ามกับดักการเติบโตต่ำ และสร้างอนาคตที่สดใส มั่นคง และยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองไปข้างหน้าด้วยความหวังและความมุ่งมั่น ร่วมกันสร้างสรรค์ “เศรษฐกิจไทย 2025” ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจครั้งใหม่ของชาติ เพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของเราทุกคน

