• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0202142 แม สาม คใหม เข าข างสะไภ มากกว าล กต วเอง part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
D0202142 แม สาม คใหม เข าข างสะไภ มากกว าล กต วเอง part2
เจาะลึกทิศทาง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และบทสรุปผลประกอบการบิ๊กคอร์ป: ใครคือผู้ชนะตัวจริงในสนามที่เต็มไปด้วยความท้าทาย? ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการลงทุนและพัฒนาที่ดินมานานกว่าทศวรรษ ผมเฝ้ามองความผันผวนของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงรอยต่อระหว่างปี 2566 จนถึงการคาดการณ์ล่วงหน้าสู่ปี 2569 นี้ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายและน่าจับตามองที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย หากย้อนกลับไปมองภาพรวมที่ผ่านมา หลายคนอาจตั้งความหวังไว้ว่าโมเมนตัมจากการฟื้นตัวหลังวิกฤตจะช่วยผลักดันให้กราฟธุรกิจพุ่งทะยานขึ้น (Take off) อย่างสวยงาม แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขผลประกอบการและสถานการณ์หน้างานกลับเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีว่า “ของจริง” นั้นไม่ง่าย เมื่อปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ได้ฉุดรั้งกำลังซื้อให้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปชำแหละข้อมูลเชิงลึกจากรายงานผลประกอบการของ 41 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อวิเคราะห์ว่าใครคือ “ของจริง” ใครที่ยังต้องปรับขบวนทัพ และทิศทางของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาลู่ทาง กู้ซื้อบ้าน หรือ รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน ภาพรวมความเชื่อมั่น: เมื่อตัวเลขรายได้ไม่โกหกใคร จากการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของบริษัทพัฒนาที่ดินทั้ง 41 แห่ง พบตัวเลขที่น่าสนใจและสะท้อนภาพใหญ่ของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้เป็นอย่างดี รายได้รวมของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 371,560 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว -1.2% (จากเดิม 376,141 ล้านบาท) ตัวเลข -1.2% อาจดูเหมือนน้อย แต่ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ นี่คือสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่บอกว่าเค้กก้อนเดิมเริ่มเล็กลง หรืออย่างน้อยก็โตยากขึ้น หากเจาะลึกลงไปในไส้ใน จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า จาก 41 บริษัท มีถึง 25 บริษัทที่รายได้รวม “ติดลบ”
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบจาก กำลังซื้อที่อยู่อาศัย ของกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ล่างที่เปราะบาง ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อย สินเชื่อบ้าน ของสถาบันการเงิน (Rejection Rate) ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้บริษัทที่พึ่งพาฐานลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก บริษัทที่เคยเป็นดาวรุ่งหรือมีความแข็งแกร่งในอดีตหลายราย ต้องเผชิญกับตัวเลขติดลบในระดับ 20% ขึ้นไป อาทิ แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN), อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท และ คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ที่รายได้หดตัวลงไปเกือบ -28% รวมถึงผู้เล่นในเซกเมนต์ลักชูรีอย่าง ไรมอน แลนด์ (-26%) หรือแม้แต่ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และ ไซมิส แอสเสท ก็กอดคอกันติดลบไปกว่า 20% แม้แต่พี่ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรอย่าง “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ก็ยังหนีไม่พ้นแรงเสียดทานนี้ โดยมีรายได้รวมลดลงถึง -18% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในสมรภูมินี้ ไม่มีใครปลอดภัย 100% หากไม่ปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ บัลลังก์รายได้รวม: การขับเคี่ยวของยักษ์ใหญ่ เมื่อกวาดตามองไปที่กลุ่ม Top 10 ของ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำรายได้สูงสุด เราจะเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและการชิงไหวชิงพริบทางกลยุทธ์ที่น่าศึกษา อันดับ 1: แสนสิริ (SIRI) – แชมป์รายได้รวม ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองของแสนสิริอย่างแท้จริง ด้วยกลยุทธ์การรุกตลาดลักชูรีและการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขากวาดรายได้รวมไปถึง 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% ท่ามกลางตลาดที่ซบเซา ความสำเร็จนี้มาจากการเข้าใจ Insight ของลูกค้ากระเป๋าหนักที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก และการเร่งโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จ อันดับ 2: เอพี ไทยแลนด์ (AP) – ผู้ท้าชิงที่หายใจรดต้นคอ ตามมาติดๆ แบบหายใจรดต้นคอคือ เอพี ไทยแลนด์ ด้วยรายได้รวม 38,399 ล้านบาท แพ้แชมป์ไปเพียงเฉียดฉิว เอพี ยังคงรักษามาตรฐานการเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าแนวราบ (บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม) ได้อย่างดีเยี่ยม แม้ตัวเลขรายได้รวมจะติดลบเล็กน้อย (ไม่ถึง -1%) แต่ศักยภาพในการระบายสต็อกยังคงน่ากลัว อันดับ 3: ศุภาลัย (SPALI) แม้รายได้จะลดลง -10% มาอยู่ที่ 31,818 ล้านบาท แต่ศุภาลัยยังคงยึดหัวหาดอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยจุดแข็งเรื่องการบริหารต้นทุนและการกระจายพอร์ตสินค้าไปสู่หัวเมืองต่างจังหวัด ส่วนอันดับอื่นๆ ใน Top 10 ได้แก่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (30,170 ล้านบาท), พฤกษา โฮลดิ้ง (26,132 ล้านบาท), เอสซี แอสเสท (24,487 ล้านบาท), ยูนิเวนเจอร์, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ สิงห์ เอสเตท ตามลำดับ วัดกันที่เนื้อผ้า: รายได้จากการขาย (Core Business) ใครคือของจริง? ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมักจะบอกเสมอว่า “รายได้รวม” อาจมีภาพลวงตาจากกำไรพิเศษหรือการขายสินทรัพย์ แต่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Revenue from Sales) คือดัชนีชี้วัดสุขภาพที่แท้จริงของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ว่าสินค้าของใครขายได้ หรือขายไม่ออก เมื่อคัดกรองเฉพาะรายได้จากการขาย ภาพรวมของทั้ง 41 บริษัท ทำตัวเลขรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง -11% จากปีก่อนหน้า และที่น่ากังวลคือมีถึง 30 บริษัทที่ยอดขายลดลง สิ่งนี้ยืนยันว่า Demand หรือความต้องการซื้อจริงในตลาดหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เอพี ไทยแลนด์: ราชันย์แห่งยอดขาย หากวัดกันที่ฝีมือการขายบ้านและคอนโดเพียวๆ เอพี (ไทยแลนด์) คือเบอร์ 1 ตัวจริง ด้วยยอดรายได้จากการขาย 36,927 ล้านบาท แซงหน้าแสนสิริ (32,829 ล้านบาท) ขึ้นมาได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าโปรดักต์ของเอพี ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮมหรือบ้านเดี่ยว ยังคงตอบโจทย์ Real Demand หรือผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากที่สุดในตลาด ดาวรุ่งพุ่งแรง: เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ม้ามืดที่ต้องจับตามองคือ CPN ที่กระโดดเข้ามาเล่นใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่ออยู่อาศัยอย่างเต็มตัว และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างงดงาม โดยทำรายได้จากการขายเติบโตถึง 103% (5,835 ล้านบาท) ความได้เปรียบของการมีศูนย์การค้าเป็นแม่เหล็กดึงดูด (Mixed-use Development) ทำให้โครงการคอนโดมิเนียมและบ้านของ CPN ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว
บรรทัดสุดท้ายคือความจริง: กำไรสุทธิ (Net Profit) ยอดขายอาจสร้างความตื่นเต้น (Vanity Metric) แต่ “กำไร” คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด (Sanity Metric) ในปี 2566 กำไรสุทธิรวมของทั้งอุตสาหกรรมลดลง -11% เหลือ 44,165 ล้านบาท โดยมีบริษัทขาดทุนถึง 12 แห่ง และกำไรลดลงกว่า 20 แห่ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: ยืนหนึ่งเรื่องกำไร แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ “พี่ใหญ่” อย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กลับโชว์เหนือด้วยการกวาดกำไรสุทธิสูงสุดในอุตสาหกรรมที่ 7,495 ล้านบาท กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดคือการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบ Holding Company โดยมีการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนรีท (REIT) ฟันกำไรพิเศษกว่า 2,500 ล้านบาท นี่คือชั้นเชิงของมือเก๋าที่รู้จังหวะในการทำกำไร ไม่ว่าจะในสภาวะตลาดขาขึ้นหรือขาลง ศุภาลัย และ เอพี: ความเก่งที่ยั่งยืน อันดับ 2 และ 3 ตกเป็นของ ศุภาลัย (6,083 ล้านบาท) และ เอพี (6,054 ล้านบาท) ตามลำดับ ซึ่งทั้งคู่ทำกำไรได้ใกล้เคียงกันมาก สะท้อนถึงการบริหารจัดการ Cost Efficiency ที่ยอดเยี่ยม ในขณะที่ แสนสิริ ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 42% เจาะลึกเทรนด์ปี 2567-2569: ปรับตัวอย่างไรให้รอดในยุค “ดอกเบี้ยสูง-หนี้ท่วม”? จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น ผสานกับประสบการณ์ในวงการกว่า 10 ปี ผมมองเห็นทิศทางของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ดังนี้: ยุคแห่งการคัดกรองผู้ซื้อ (Screening Real Demand): ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จะยังคงสูงต่อเนื่อง สถาบันการเงินจะเข้มงวดกับ สินเชื่อบ้าน มากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะหันมาจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง (Real Demand) และกลุ่มลักชูรี มากกว่าการเน้นปริมาณการขายระดับแมส สงครามราคาจะลดลง เน้น “ความคุ้มค่า” และ “นวัตกรรม”: การแข่งขันด้วยสงครามราคา (Price War) จะทำให้เจ็บตัวกันทุกฝ่าย เทรนด์ปี 2026 จะมุ่งเน้นไปที่ “Green Living” และ “Smart Home” ผู้บริโภคจะมองหาบ้านที่ช่วยประหยัดพลังงานและรองรับรถยนต์ EV มากขึ้น การกระจายความเสี่ยง (Diversification): เราจะเห็นบริษัทอสังหาฯ แตกไลน์ธุรกิจไปทำโรงแรม โรงพยาบาล หรือคลังสินค้ามากขึ้น เพื่อหาแหล่งรายได้ประจำ (Recurring Income) มาชดเชยความผันผวนจากการขายบ้าน ดังที่ ออริจิ้น (Origin) และ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำสำเร็จมาแล้ว ทำเลศักยภาพใหม่: การขยายตัวของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู และสายสีส้ม จะเปิดหน้าดินใหม่ๆ ให้กับ คอนโดมิเนียม ราคาจับต้องได้ แต่ต้องระวังเรื่อง Oversupply ในบางทำเล คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับท่านที่กำลังวางแผน ซื้อบ้าน หรือ คอนโดมิเนียม ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านหลังแรก หรือการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า: เลือกแบรนด์ที่แข็งแกร่ง: ในยามวิกฤต การซื้อโครงการจาก Top 5 หรือ Top 10 มีความเสี่ยงน้อยกว่าในเรื่องการก่อสร้างและบริการหลังการขาย โอกาสทองของผู้มีเงินสด: นี่คือตลาดของผู้ซื้อ (Buyer’s Market) อย่างแท้จริง มีโปรโมชั่นและการลดราคามากมาย หากคุณมีความพร้อมทางการเงิน หรือมีเครดิตที่ดีในการขอ สินเชื่อที่อยู่อาศัย นี่คือจังหวะที่ดีที่สุดในการต่อรองราคา วางแผนการเงินให้รอบคอบ: ดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูง ควรพิจารณาเรื่องการ รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย หรือเลือกโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรก บทสรุป ปี 2566 คือบททดสอบที่คัดกรอง “ตัวจริง” ออกจากตลาด ปี 2567-2569 จะเป็นปีแห่งการปรับตัวและสร้างรากฐานใหม่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ตาย แต่กำลังกลายพันธุ์ไปสู่รูปแบบที่ยั่งยืนและเน้นคุณภาพมากขึ้น ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด คือผู้ที่จะครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ การเลือกซื้อบ้านในทำเลศักยภาพ หรือต้องการคำแนะนำเรื่องการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน เพื่อให้คุณไม่พลาดโอกาสสำคัญในจังหวะตลาดเช่นนี้ และเพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาทที่คุณลงทุนจะงอกเงยอย่างคุ้มค่าที่สุด
อย่ารอให้โอกาสหลุดมือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตัวจริงวันนี้ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในฝันของคุณ คลิกเพื่อรับคำปรึกษาฟรี!
Previous Post

D0202141 กบอสม เพ ยงคนเด ยว จะมาเหม อนก นไม ได part2

Next Post

D0202143 ได าแหน งเป นเลขา เลยท าซ าไปท วออฟฟ part2

Next Post

D0202143 ได าแหน งเป นเลขา เลยท าซ าไปท วออฟฟ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.