• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0202139 กสะใภ ทำต วแย แบบน แม บไม ได part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
D0202139 กสะใภ ทำต วแย แบบน แม บไม ได part2
ผ่าวิกฤตตลาดอสังหาริมทรัพย์: เจาะลึกผลประกอบการบริษัทอสังหาฯ จากบทเรียนปี 2566 สู่ทิศทางการลงทุนปี 2567-2569 ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการลงทุนและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาร่วมทศวรรษ ผมกล้าพูดได้เลยว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาระหว่างปี 2565 ถึง 2566 นั้น เปรียบเสมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่สร้างความเวียนหัวให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนรายย่อยไม่ต่างกัน หากย้อนกลับไปมองภาพรวมของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงเวลานั้น หลายคนตั้งความหวังว่าจะเป็นปีแห่งการ “Take off” หรือการพุ่งทะยานกลับสู่ฟ้าหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด แต่ตัวเลขและข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับกลายเป็นการ “Hard Landing” หรือการลงจอดที่กระแทกกระทั้นจนเจ็บตัวไปตามๆ กัน บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปชำแหละข้อมูลเชิงลึกแบบ “บรรทัดต่อบรรทัด” จากผลการดำเนินงานของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อดูว่าใครคือ “ของจริง” ที่สามารถยืนหยัดต้านทานพายุเศรษฐกิจได้ และใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในอดีต แต่มันคือลายแทงขุมทรัพย์ที่จะบอกทิศทาง การลงทุนอสังหา และแนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยไปจนถึงปี 2569 ภาพรวมอุตสาหกรรม: เมื่อเมฆหมอกแห่งความชะลอตัวปกคลุม ปี 2566 ถูกจารึกว่าเป็นปีที่น่าผิดหวังสำหรับดีเวลลอปเปอร์หลายราย ปัจจัยลบที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงแตะเพดาน ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อย สินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างหนัก จนเกิดปรากฏการณ์ “กู้ไม่ผ่าน” (Rejection Rate) สูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นที่กัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้โมเมนตัมที่เคยดีในช่วงต้นปี 2565 แผ่วลงอย่างน่าใจหาย ลากยาวไปจนถึงไตรมาส 4 ซึ่งปกติควรจะเป็นช่วง High Season ของการโอนกรรมสิทธิ์
จากข้อมูลที่รวบรวมโดย Property Mentor ชี้ให้เห็นว่า รายได้รวมของ 41 บริษัทอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ 371,560 ล้านบาท ตัวเลขนี้ลดลง -1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 (376,141 ล้านบาท) ฟังดูเหมือนลดลงไม่มากใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเราเจาะลึกลงไปในไส้ใน จะพบความจริงที่น่าตกใจคือ มีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัทที่มีรายได้ลดลง นั่นหมายความว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด แต่เป็นตลาดของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” หรือผู้ที่มีความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการเท่านั้นที่จะรอด เจาะลึกรายได้รวม: ใครคือราชาแห่งรายรับ? ในสมรภูมิที่ดุเดือด บริษัทที่สามารถกวาดรายได้รวมเข้ากระเป๋าได้มากที่สุด สะท้อนถึงความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์และการกระจายพอร์ตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกเซกเมนต์ แสนสิริ (Sansiri): คือผู้ชนะในหมวดรายได้รวม ด้วยตัวเลข 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 12% การที่แสนสิริสามารถผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากกลยุทธ์ “Speed to Market” และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในกลุ่ม บ้านเดี่ยว และ คอนโดมิเนียม ระดับลักชัวรี่ ที่กลุ่มลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า เอพี (ไทยแลนด์): ตามมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอที่ 38,399 ล้านบาท แม้จะพลาดแชมป์รายได้รวมไปเพียงนิดเดียว แต่เอพียังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่น่าเกรงขามด้วยพอร์ตสินค้าแนวราบที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด ศุภาลัย: ยังคงรักษามาตรฐาน “Top 3” ไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยรายได้ 31,818 ล้านบาท แม้ตัวเลขจะลดลง -10% แต่ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำและการบริหารงานแบบอนุรักษ์นิยม ทำให้ศุภาลัยยังคงเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงต่ำในสายตานักลงทุน ในทางกลับกัน เราเห็นสัญญาณอันตรายจากบริษัทที่รายได้หดตัวรุนแรงในระดับ 20% ขึ้นไป เช่น แอล.พี.เอ็น. (LPN), ไรมอน แลนด์ (RML) และ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง หรือระดับซูเปอร์ลักชัวรี่เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบในวันที่เศรษฐกิจผันผวน การปรับตัวช้ากว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โลกยุคใหม่ อาจส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด รายได้จากการขาย (Sales Revenue): เครื่องวัดความนิยมที่แท้จริง สำหรับนักวิเคราะห์มืออาชีพอย่างผม “รายได้รวม” อาจมีตัวเลขลวงตาจากการขายที่ดินหรือรายได้พิเศษอื่นๆ ปะปนอยู่ แต่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” คือของจริงที่จะบอกว่า โปรดักต์ของคุณขายได้หรือไม่ ลูกค้าควักกระเป๋าซื้อบ้านของคุณหรือเปล่า เมื่อวัดกันที่หมัดนี้ เอพี (ไทยแลนด์) คือแชมป์ตัวจริง! ด้วยรายได้จากการขาย 36,927 ล้านบาท แซงหน้าแสนสิริ (32,829 ล้านบาท) ไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ในแง่ของ “Real Demand” หรือความต้องการที่อยู่อาศัยจริง เอพียังคงครองใจมหาชน โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์โฮมและบ้านแฝดที่ออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ อีกหนึ่งม้ามืดที่ต้องจับตามองคือ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN): ที่กระโดดเข้ามาเล่นใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขายอย่างเต็มตัว รายได้จากการขายของ CPN เติบโตระเบิดระเบ้อถึง 103% (5,835 ล้านบาท) นี่คือสัญญาณเตือนไปยังเจ้าตลาดเดิมว่า ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกรายนี้ไม่ได้มาเล่นๆ การมีทำเลทองติดห้างสรรพสินค้าคือความได้เปรียบที่ไม่ยุติธรรม (Unfair Advantage) ที่ยากจะเลียนแบบ และจะเป็นเทรนด์สำคัญของคอนโดมิเนียมในอนาคต กำไรสุทธิ: บรรทัดสุดท้ายคือความจริง “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความจริง” คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้เสมอในโลกธุรกิจ ปี 2566 ทั้ง 41 บริษัททำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ต้องอัดฉีดเพื่อกระตุ้นยอดขายท่ามกลางกำลังซื้อที่หดหาย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH): ยืนหนึ่งบนบัลลังก์กำไรสุทธิด้วยตัวเลข 7,495 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลงหนักมาก (-38%) แต่ความเป็น “Holding Company” ของแลนด์ฯ ช่วยชีวิตไว้ได้ ด้วยกำไรพิเศษจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนกว่า 2,500 ล้านบาท นี่คือบทเรียนการบริหารความเสี่ยงระดับมาสเตอร์คลาส คือการไม่เอาไข่ทั้งหมดไปใส่ในตะกร้า “อสังหาฯ เพื่อขาย” เพียงใบเดียว แต่กระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจที่มีรายได้ประจำ (Recurring Income) แสนสิริ: ทำผลงานกำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม Top 5 (+42% ที่ 5,846 ล้านบาท) แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการต้นทุน (Cost Control) ที่ดีขึ้น และการเน้นขายสินค้าที่มีกำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูง
บทวิเคราะห์เจาะลึก: ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสในปี 2567-2569 จากข้อมูลปี 2566 เราสามารถถอดรหัสเพื่อวางแผนสำหรับอนาคตได้ดังนี้: วิกฤตหนี้และการปฏิเสธสินเชื่อ (Credit Rejection Crisis): ปัญหาใหญ่ที่สุดของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไทยในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีคนซื้อ แต่คือ “กู้ไม่ผ่าน” สถาบันการเงินเข้มงวดมาก ดังนั้นผู้พัฒนาอสังหาฯ จะต้องหันไปจับตลาดระดับกลางบนถึงลักชัวรี่มากขึ้น เพราะกลุ่มนี้มีปัญหาสภาพคล่องน้อยกว่า สำหรับผู้บริโภคทั่วไป การเตรียมตัวเรื่องเครดิตบูโร และการวางแผน รีไฟแนนซ์บ้าน หรือการหาข้อมูล สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องทำก่อนจองบ้าน สงครามราคาและการระบายสต็อก (Inventory Clearance): บริษัทที่มีสต็อกคงค้างเยอะอย่าง LPN หรือผู้เล่นรายกลาง อาจจะต้องงัดกลยุทธ์สงครามราคาออกมาใช้เพื่อดึงกระแสเงินสดกลับคืน นี่คือโอกาสทองของผู้ซื้อที่มีเงินสดหรือเครดิตดี ที่จะช้อนซื้อ คอนโดมิเนียม หรือ บ้านเดี่ยว ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดในรอบทศวรรษ โดยเฉพาะคอนโดฯ แนวรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว การเติบโตของ Mixed-Use Project: ดูตัวอย่างความสำเร็จของ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่ผสานโครงการที่อยู่อาศัยเข้ากับห้างสรรพสินค้า เทรนด์นี้จะมาแรงมากในปี 2567-2569 ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ที่ซุกหัวนอน แต่ต้องการ Lifestyle Ecosystem ที่ครบวงจร การลงทุนในโครงการรูปแบบนี้จึงมีโอกาสปล่อยเช่าและทำกำไรส่วนต่าง (Capital Gain) ได้ดีกว่าคอนโดฯ โดดๆ Pet-Friendly และ Green Living: เทรนด์ที่มาแรงและจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ (New Standard) ไม่ใช่แค่ Gimmick ทางการตลาด คือที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงและประหยัดพลังงาน ผู้พัฒนาเจ้าไหนปรับตัวไม่ทัน จะถูกผู้บริโภครุ่นใหม่เมินเฉย โครงการที่ติดตั้ง Solar Roof หรือมี EV Charger จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่ออปชั่นเสริมอีกต่อไป คำแนะนำสำหรับนักลงทุนและผู้ซื้อบ้าน หากคุณกำลังมองหาจังหวะในการเข้าสู่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยเองหรือเพื่อการลงทุน ปีนี้และปีหน้าคือจังหวะแห่งการ “เลือกช้อปของดี” สำหรับนักลงทุนหุ้น (Stock Investors): ให้โฟกัสไปที่บริษัทที่มี “งบดุลแข็งแกร่ง” (Strong Balance Sheet) และมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต่ำ อย่าง ศุภาลัย หรือบริษัทที่มี Recurring Income สูงอย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ สิงห์ เอสเตท เพื่อลดความผันผวน สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Homebuyers): นี่คือตลาดของผู้ซื้อ (Buyer’s Market) อย่างแท้จริง อย่ารีบตัดสินใจ จงเปรียบเทียบโปรโมชั่น มองหา “ส่วนลดเงินสด” และ “ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน” ที่โครงการต่างๆ แข่งกันประเคนให้ และอย่าลืมคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระระยะยาว ลองพิจารณาทางเลือกในการ รีไฟแนนซ์ เพื่อลดดอกเบี้ยหลังจากผ่าน 3 ปีแรกไปแล้ว เพื่อให้การผ่อนบ้านไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป สำหรับนักเก็งกำไร (Speculators): ยุคของการจองใบจองแล้วขายต่อ (Flipping) ได้จบลงไปแล้ว ยกเว้นในโครงการที่เป็น Super Rare Item จริงๆ การลงทุนในปัจจุบันควรมองไปที่ การปล่อยเช่าคอนโด (Rental Yield) ในทำเลใกล้มหาวิทยาลัยหรือแหล่งงาน CBD ซึ่งยังมีความต้องการเช่าสูงจากกลุ่มคนทำงานและชาวต่างชาติ (Expat) ที่เริ่มกลับเข้ามาในไทย บทสรุป: ผู้ที่ปรับตัวคือผู้รอดชีวิต ปี 2566 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ขนาดของบริษัทไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จเสมอไป แต่ “ความคล่องตัว” และ “การอ่านเกมขาด” ต่างหากคือหัวใจสำคัญ ตัวเลขรายได้และกำไรที่ลดลงของอุตสาหกรรม เป็นเพียงภาพสะท้อนของการปรับฐาน (Correction) ครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในรอบใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่เคยตาย แต่กำลังกลายพันธุ์ไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการต้องเลิกทำสินค้าแบบ Mass และหันมาทำ Niche Market มากขึ้น ส่วนผู้บริโภคก็ต้องฉลาดเลือกและวางแผนการเงินให้รัดกุม หากคุณไม่อยากพลาดโอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์คุณภาพเยี่ยมในราคาที่จับต้องได้ หรือต้องการอัปเดตเทรนด์การลงทุนที่เจาะลึกและทันเหตุการณ์ที่สุด อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะในทุกวิกฤต ย่อมมีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นเสมอ… และคนคนนั้นอาจเป็นคุณ
คุณพร้อมหรือยังที่จะคว้าโอกาสจากตลาดอสังหาฯ รอบใหม่นี้? เริ่มต้นวางแผนการเงินและสำรวจทำเลที่คุณสนใจได้ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่รถไฟขบวนแห่งโอกาสจะเคลื่อนตัวผ่านไป!
Previous Post

D0202138 ตม ดแปดด าน จนต องกราบกรานต อเทวดาฟ าด part2

Next Post

D0202140 เม อแฝดน องโดนร งแก เด ยวแฝดพ จะแฉท กอย างเอง part2

Next Post

D0202140 เม อแฝดน องโดนร งแก เด ยวแฝดพ จะแฉท กอย างเอง part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.