• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0202120 ดถ งคนบนฟ part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
D0202120 ดถ งคนบนฟ part2
ผ่าวิกฤต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทย: เจาะลึกผลประกอบการ ใครคือ “ของจริง” และทิศทางตลาดสู่ปี 2026 หากย้อนกลับไปมองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความผันผวน” คือคำนิยามที่ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ จากความหวังที่เคยวาดฝันไว้ว่ากราฟจะพุ่งทะยาน (Take Off) ตามแรงส่งของโมเมนตัม แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นบททดสอบสุดหินที่คัดกรอง “ตัวจริง” ให้อยู่รอด ในขณะที่หลายรายต้องเผชิญกับภาวะถดถอยที่น่ากังวล ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้มากว่า 10 ปี ผมมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 41 แห่ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติทางบัญชี แต่มันคือ “ลายแทงขุมทรัพย์” ที่บ่งบอกว่าทิศทางของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2025-2026 กำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านเจาะลึกไปถึงแก่นของข้อมูล ถอดรหัสความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุน ผู้บริโภคที่กำลังมองหา บ้านเดี่ยว หรือ คอนโดมิเนียม รวมถึงผู้ที่สนใจในแวดวงการลงทุนอสังหาฯ ให้เห็นภาพที่แท้จริงแบบ Uncensored ภาพรวมตลาด: เมื่อ “รายได้” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความสำเร็จ ปี 2566 ที่ผ่านมา ถูกจารึกว่าเป็นปีแห่งความผิดหวังของหลายฝ่าย ตลาดที่คาดว่าจะฟื้นตัวก่อนการเลือกตั้งกลับซึมยาวต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4 ซึ่งปกติจะเป็นช่วงไฮซีซั่น (High Season) ของการโอนกรรมสิทธิ์ แต่กลับเงียบเหงาจนน่าใจหาย สถานการณ์นี้ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั่วประเทศ จากการรวบรวมข้อมูลของ Property Mentor พบว่าบริษัทอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง มีรายได้รวมกันอยู่ที่ 371,560 ล้านบาท ตัวเลขนี้ลดลง -1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดูผิวเผินอาจเหมือนลดลงไม่มาก แต่ถ้าคุณลองซูมเข้าไปดูไส้ใน จะพบความจริงที่น่าตกใจคือ มีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัท ที่รายได้ “ติดลบ” นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บอกว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ K-Shaped Recovery หรือการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน รายใหญ่ที่ปรับตัวได้กินรวบส่วนแบ่งตลาด ในขณะที่รายกลางและรายเล็กเริ่มขาดสภาพคล่อง ใครเจ็บหนักสุดในรอบปี? กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือบริษัทที่มีรายได้ลดลงในระดับ 20% ขึ้นไป ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างหรือการขาดแคลนสินค้าใหม่ (New Launch) ที่โดนใจตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกลุ่มนี้ได้แก่: แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN): เจ้าตลาดคอนโดระดับกลาง-ล่าง ที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อกลุ่มเปราะบาง ไรมอน แลนด์ (RML): ผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับลักชัวรี ที่รายได้หดตัวลงถึง -26% ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ และ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์: ติดลบในระดับ -20% กว่าๆ เช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจและต้องขีดเส้นใต้หนาๆ คือ แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ก็ยังมีรายได้รวมลดลงถึง 18% หรือ ศุภาลัย ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริหารต้นทุน ก็ยังติดลบไป 10% สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังไม่อาจต้านทานกระแสลมแรงของเศรษฐกิจได้ทั้งหมด
บัลลังก์แชมป์เปลี่ยนมือ: แสนสิริ vs เอพี (ไทยแลนด์) ในสมรภูมิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การชิงชัยความเป็นที่ 1 ระหว่าง “แสนสิริ” และ “เอพี (ไทยแลนด์)” ดุเดือดยิ่งกว่าละครหลังข่าว หากเราวัดกันที่ “รายได้รวม” (Total Revenue) ซึ่งนับรวมรายได้จากการบริการ ค่าเช่า และธุรกิจอื่นๆ ปีนี้มงกุฎตกเป็นของ แสนสิริ Top 5 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุด: แสนสิริ: 39,082 ล้านบาท (+12%) – เติบโตสวนกระแสด้วยกลยุทธ์ Luxury Brand ที่แข็งแกร่ง เอพี (ไทยแลนด์): 38,399 ล้านบาท – เฉือนแพ้ไปเพียงนิดเดียว ศุภาลัย: 31,818 ล้านบาท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 30,170 ล้านบาท พฤกษา โฮลดิ้ง: 26,132 ล้านบาท แสนสิริพิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์ (Branding) ที่แข็งแกร่ง และการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individual) คือเกราะป้องกันชั้นดีในยามวิกฤต การเปิดตัวโครงการระดับ Super Luxury อย่างนาราสิริ หรือ บูก้าน ช่วยดันยอดรายได้ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ วัดกันที่เนื้อผ้า: ใครคือเจ้าตลาด “ยอดขาย” ตัวจริง? ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมักจะบอกเสมอว่า “รายได้รวม” อาจมีภาพลวงตาจากธุรกิจอื่นปนอยู่ แต่ถ้าอยากรู้ว่าใครขายเก่งที่สุด ใครคือเจ้าตลาดที่ผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านและคอนโดจริงๆ ต้องดูที่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Sales Revenue) เมื่อกางตัวเลขนี้ออกมา แผนที่ขั้วอำนาจจะเปลี่ยนไปทันที Top 5 รายได้จากการขาย (Core Business): เอพี (ไทยแลนด์): 36,927 ล้านบาท – นี่คือเครื่องจักรสังหารในวงการขายบ้าน เอพีครองแชมป์ด้วยพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ทาวน์โฮมราคาประหยัดไปจนถึงบ้านเดี่ยวหรู แสนสิริ: 32,829 ล้านบาท – ตามมาเป็นที่ 2 แต่ยังเติบโตได้ 7% ศุภาลัย: 30,836 ล้านบาท – รักษามาตรฐานได้อย่างเหนียวแน่น เอสซี แอสเสท (SC Asset): 23,370 ล้านบาท – ม้ามืดที่น่าจับตามอง เติบโตถึง 13% ด้วยจุดแข็งเรื่องบ้านเดี่ยวระดับบน พฤกษา โฮลดิ้ง: 22,357 ล้านบาท ภาพรวมรายได้จากการขายของทั้ง 41 บริษัทอยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ลดลง -11% จากปีก่อนหน้า ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัย หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจาก: อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: ทำให้ความสามารถในการกู้ซื้อบ้านลดลง หนี้ครัวเรือน: หนี้สินต่อครัวเรือนที่สูงลิ่วทำให้ธนาคารเข้มงวดในการปล่อย สินเชื่อบ้าน (Rejection Rate พุ่งสูงถึง 50-60% ในบางเซกเมนต์) ราคาที่ดินและวัสดุก่อสร้าง: ต้นทุนที่พุ่งสูงทำให้ราคาบ้านแพงขึ้นจนเกินกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ เกมพลิกที่บรรทัดสุดท้าย: ใครกำไรสูงสุด? ในโลกธุรกิจ “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความจริง” (Sales is vanity, Profit is sanity) หากขายดีแต่ขาดทุน ก็ไม่มีความหมาย ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งระบบทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) แม้รายได้จากการขายจะลดลงฮวบฮาบ แต่ LH กลับยืนหนึ่งเรื่อง กำไรสุทธิ ที่ 7,495 ล้านบาท! ถามว่าทำได้อย่างไร? คำตอบคือ “ความเก๋าเกม” ในการบริหารพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) LH ไม่ได้เป็นแค่คนสร้างบ้านขาย แต่เป็นนักลงทุน (Asset Allocator) ชั้นยอด ในปีที่ยอดขายบ้านชะลอตัว LH งัดไม้ตายด้วยการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน REIT ฟันกำไรพิเศษไปกว่า 2,500 ล้านบาท นี่คือโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน (Recurring Income) ที่ช่วยพยุงบริษัทในยามที่ตลาดผันผวน Top 5 บริษัทที่ทำกำไรสูงสุด:
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 7,495 ล้านบาท (กำไรจากการบริหารสินทรัพย์ช่วยไว้) ศุภาลัย: 6,083 ล้านบาท (บริหารต้นทุนเก่งที่สุดในตลาด) เอพี (ไทยแลนด์): 6,054 ล้านบาท แสนสิริ: 5,846 ล้านบาท (โตกระโดด 42% สูงที่สุดในกลุ่ม Top Tier) ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 3,160 ล้านบาท ดาวรุ่งและม้ามืดที่น่าจับตามอง นอกจากยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นหู ผมอยากให้โฟกัสไปที่ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) แม้ภาพจำคือเจ้าพ่อห้างสรรพสินค้า แต่ในพาร์ทที่อยู่อาศัย CPN กำลัง “ติดเครื่อง” อย่างน่ากลัว ด้วยโมเดล Mixed-use ที่นำโครงการที่อยู่อาศัยไปแปะติดกับห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นจุดขายที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ในปี 2566 CPN ทำรายได้จากการขายอสังหาฯ เติบโตถึง 103% (แตะ 5,835 ล้านบาท) นี่คือสัญญาณว่ายักษ์หลับกำลังตื่น และพร้อมจะเป็นผู้เล่นหลักใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างเต็มตัวในปี 2026 เทรนด์อสังหาฯ 2026: ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? จากข้อมูลผลประกอบการปี 2566 ส่งไม้ต่อมายังปี 2567 และมองยาวไปถึงปี 2568-2569 ผมมองเห็น 4 เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดชะตาชีวิตของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทย: สงคราม Pet-Friendly ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือมาตรฐาน การเลี้ยงสัตว์เสมือนลูก (Pet Humanization) ทำให้คอนโดมิเนียมที่เลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Condo) มีราคาขายต่อ (Resale Value) และอัตราค่าเช่า (Rental Yield) สูงกว่าคอนโดทั่วไป 15-20% ดีเวลลอปเปอร์ที่ไม่ปรับตัวเรื่องนี้ จะเสียฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ไปทันที บ้านประหยัดพลังงาน (Solar & EV Ready) ด้วยค่าไฟที่แพงขึ้น การติดโซลาร์เซลล์และจุดชาร์จ EV ไม่ใช่ของแถมเพื่อการตลาดอีกต่อไป แต่เป็น “Must Have Item” ผู้ซื้อบ้านยุคใหม่คำนวณความคุ้มค่าระยะยาว หากโครงการไหนช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ จะปิดการขายได้ง่ายกว่า Wellness Residence & Aging Society ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ อสังหาฯ ที่มีบริการทางการแพทย์ (Medical Service) หรือการออกแบบ Universal Design จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมาก (High Value Asset) เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ทำเลศักยภาพใหม่: ส่วนต่อขยายและหัวเมืองท่องเที่ยว กรุงเทพฯ ชั้นในเริ่มอิ่มตัวและราคาสูงเกินเอื้อม การขยายตัวไปตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู หรือทำเล EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต และ พัทยา ที่ได้แรงหนุนจากชาวต่างชาติ (รัสเซีย, จีน) จะเป็นบ่อเงินบ่อทองใหม่ของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บทสรุป: โอกาสในวิกฤต สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน ปี 2566 อาจเป็นปีที่ดูน่าอึดอัดสำหรับผู้ประกอบการ แต่สำหรับผู้บริโภค นี่คือ “จังหวะทอง” (Golden Opportunity) ที่หาได้ยาก ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น? เพราะในภาวะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แข่งขันกันระบายสต็อก (Inventory) สงครามราคาและโปรโมชั่นจะดุเดือดที่สุด คุณจะเห็นข้อเสนอ “ฟรีโอน-อยู่ฟรี 2 ปี-ส่วนลดเงินสด” ออกมาเกลื่อนตลาด นี่คือช่วงเวลาที่คุณมีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในรอบทศวรรษ สำหรับนักลงทุน การเลือกซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า (Rental Investment) ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะในโซนใกล้มหาวิทยาลัยและแหล่งงาน แต่ต้องเลือก Developer ที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน (ดูจาก Top 5 ที่กล่าวไปข้างต้น) เพื่อลดความเสี่ยงในการทิ้งงานหรือนิติบุคคลที่ไร้คุณภาพ หากคุณกำลังมองหา บ้านในฝัน หรือโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจากป้ายโฆษณา ให้ดูที่ “สุขภาพทางการเงิน” ของบริษัทเจ้าของโครงการด้วย เพราะบ้านคือสินทรัพย์ที่คุณต้องฝากชีวิตไว้เป็นสิบๆ ปี อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือ! ตลาดอสังหาฯ กำลังปรับฐานครั้งสำคัญ หากคุณมีความพร้อม นี่คือเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าสะสมสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือเริ่มสำรวจโครงการจากบริษัทชั้นนำที่มีผลประกอบการแกร่ง เพื่อความมั่นคงในอนาคตของคุณและครอบครัว
ค้นหาบ้านที่ใช่ ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด เริ่มต้นสำรวจทำเลและโครงการใหม่ๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จะสิ้นสุดลง!
Previous Post

D0202119 สาม ทำด ดว หร อท ทำไปเพราะม อะไรแอบแฝง ตอนท (1) part2

Next Post

D0202116 ตกหล มพราง นายช างแอร ในตำนาน part2

Next Post

D0202116 ตกหล มพราง นายช างแอร ในตำนาน part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.