• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0202114 าวไทบ าน เป นตาย านสาวเม องกร part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
D0202114 าวไทบ าน เป นตาย านสาวเม องกร part2
ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: เจาะลึกบทเรียนจากปี 2566 สู่ทิศทางตลาดและโอกาสการลงทุนปี 2567-2569 ในฐานะคนที่คลุกคลีและสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวในแวดวงอสังหาฯ มานานกว่าทศวรรษ ผมกล้าพูดได้เลยว่าช่วงรอยต่อระหว่างปี 2566 ถึง 2567 คือบททดสอบที่หินที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทย ภาพที่เราเห็นไม่ใช่แค่การชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจปกติ แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่คัดกรอง “ตัวจริง” ให้อยู่รอด ในขณะที่ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก บทความนี้ผมจะพาไปเจาะลึกข้อมูลเบื้องหลังตัวเลขผลประกอบการ วิเคราะห์กลยุทธ์ของผู้ชนะ และฉายภาพอนาคตไปจนถึงปี 2569 ว่าทิศทางของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ภาพรวมตลาด: เมื่อความคาดหวังพังทลาย สู่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ หากย้อนกลับไปมองปี 2565 หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าปี 2566 จะเป็นปีแห่งการ “Take off” หรือการทะยานขึ้นของภาคอสังหาฯ อีกครั้ง แต่ความเป็นจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง โมเมนตัมที่เคยส่งสัญญาณดีกลับแผ่วลงอย่างน่าใจหาย ปัจจัยลบถาโถมเข้ามาตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ลากยาวมาจนถึงไตรมาสสุดท้ายที่เป็นช่วงไฮซีซั่น (High Season) ของการโอนกรรมสิทธิ์ แต่ตัวเลขกลับไม่กระเตื้องขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักหนีไม่พ้นเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงแตะเพดาน ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นที่กัดกร่อนกำลังซื้อ และที่สำคัญคือยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากสถาบันการเงินที่สูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าระดับล่างถึงกลาง-ล่าง ส่งผลให้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในภาพรวมเกิดอาการ “เครื่องน็อค” ไปดื้อๆ จากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 41 แห่ง พบตัวเลขที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมๆ กัน รายได้รวมของทั้ง 41 บริษัทในปี 2566 อยู่ที่ 371,560 ล้านบาท ซึ่งลดลง -1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์จะดูน้อย แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายบริษัท เราพบว่ามีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัทที่มีรายได้ลดลง นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า “เค้กมันก้อนเล็กลง แต่คนกินเท่าเดิม”
ใครเจ็บหนัก? เมื่อแบรนด์ใหญ่อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป ความน่าสนใจของการวิเคราะห์ข้อมูลชุดนี้คือ การได้เห็นแบรนด์ที่เราคุ้นหูหลายรายเผชิญกับวิกฤตรายได้ที่หดตัวอย่างรุนแรง ในกลุ่มที่มีรายได้รวมติดลบเกิน 20% เราเห็นชื่อของ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดคอนโดระดับล่าง แต่วันนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับภาพลักษณ์และสินค้าให้ทันกับคนรุ่นใหม่ รวมถึง อีสเทอร์น สตาร์ และ คันทรี่ กรุ๊ป ที่รายได้หายไปเกือบ 30% แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคง ก็ยังมีรายได้รวมลดลงถึง 18% หรือ ศุภาลัย และ พฤกษา โฮลดิ้ง ที่รายได้หายไป 9-10% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสมรภูมิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยุคใหม่ ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับใครทั้งสิ้น การปรับตัวให้เข้ากับดีมานด์ที่แท้จริง (Real Demand) และการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) คือหัวใจสำคัญ บัลลังก์เปลี่ยนมือ: สงครามชิงเจ้าตลาดรายได้รวม ท่ามกลางวิกฤต ย่อมมีโอกาส และผู้ที่คว้าโอกาสได้ดีที่สุดในปีที่ผ่านมาคือ “แสนสิริ” ที่ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในด้านรายได้รวม ด้วยมูลค่า 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% เฉือนชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “เอพี (ไทยแลนด์)” ที่ทำได้ 38,399 ล้านบาท ไปอย่างเฉียดฉิว กลยุทธ์ของแสนสิริที่เน้นเจาะตลาดลักชัวรี (Luxury Segment) และกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและดอกเบี้ยมากนัก อันดับ 3 ตกเป็นของ ศุภาลัย (31,818 ล้านบาท) ตามมาด้วย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ พฤกษา โฮลดิ้ง ในอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ สิ่งที่น่าจับตามองคือ การกระจายพอร์ตสินค้า (Portfolio Diversification) ของบริษัทเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือ คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า หากบริหารจัดการสัดส่วนได้ไม่ดีพอ ก็ยากที่จะรักษารายได้ให้เติบโต เจาะไส้ใน: “รายได้จากการขาย” ตัวชี้วัดศักยภาพที่แท้จริง ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การดูแค่ “รายได้รวม” อาจเป็นภาพลวงตา เพราะรายได้รวมมักรวมเอารายได้จากค่าเช่า ค่าบริการ หรือกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้าไว้ด้วย แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือ “นักขายตัวจริง” ที่สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด เราต้องดูที่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Sales Revenue) เมื่อกางตัวเลขชุดนี้ออกมา ภาพการแข่งขันจะเปลี่ยนไปทันที โดย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่ม 41 บริษัทนี้ ทำรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง -11% จากปีก่อนหน้า และมีถึง 30 บริษัทที่ยอดขายตก นี่คือดัชนีชี้วัดความเปราะบางของกำลังซื้อในประเทศที่ชัดเจนที่สุด ภายใต้มาตรวัดนี้ “เอพี (ไทยแลนด์)” คือผู้ชนะตัวจริง ด้วยรายได้จากการขาย 36,927 ล้านบาท แซงหน้า แสนสิริ ที่ทำได้ 32,829 ล้านบาท จุดแข็งของเอพีคือความครอบคลุมของสินค้า ทั้งบ้านเดี่ยวระดับบน ทาวน์โฮมในเมือง และคอนโดมิเนียม ทำให้สามารถดักจับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม (Mass to Luxury) ในขณะที่แสนสิริเองก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยการเติบโต 7% สวนกระแสตลาด ที่น่ากังวลคือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่รายได้จากการขายลดลงถึง -38% หล่นไปอยู่อันดับ 6 ในตารางยอดขาย ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาในการระบายสต็อกสินค้าหรือการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ไม่ต่อเนื่อง รวมถึง ไรมอน แลนด์ ที่เน้นตลาดอัลตร้าลักชัวรี แต่รายได้จากการขายหายไปเกือบ 80% แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ตลาดบนสุดก็มีความผันผวนสูง ดาวรุ่งพุ่งแรง: เซ็นทรัลพัฒนา กับการรุกตลาดที่อยู่อาศัย ในขณะที่หลายรายกำลังประคองตัว มีหนึ่งบริษัทที่สร้างปรากฏการณ์น่าสนใจ นั่นคือ “เซ็นทรัลพัฒนา” (CPN) เดิมทีเรารู้จักกันในนามเจ้าพ่อห้างสรรพสินค้า แต่ปี 2566 เซ็นทรัลพัฒนาสามารถทำรายได้จากการขายอสังหาฯ เติบโตถึง 103% แตะระดับ 5,835 ล้านบาท กลยุทธ์ “Mixed-Use Development” หรือการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยติดกับศูนย์การค้า เป็น “Secret Sauce” ที่ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาได้เปรียบ เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความสะดวกสบายของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด นี่คือเทรนด์ที่น่าจับตามองไปจนถึงปี 2569 ว่าโมเดลนี้จะมาดิสรัปต์ (Disrupt) ผู้พัฒนาอสังหาฯ แบบดั้งเดิมได้มากน้อยแค่ไหน บรรทัดสุดท้าย: กำไรสุทธิ คือคำตอบสุดท้ายของการอยู่รอด
คนทำธุรกิจย่อมรู้ดีว่า “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความจริง” (Sales is vanity, Profit is sanity) ในปี 2566 กำไรสุทธิรวมของทั้ง 41 บริษัทอยู่ที่ 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% และมีบริษัทที่ขาดทุนถึง 12 แห่ง แชมป์กำไรสูงสุดยังคงเป็น “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ที่กวาดไป 7,495 ล้านบาท แต่เดี๋ยวก่อน… อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าธุรกิจขายบ้านของ LH กำไรดีที่สุด เพราะกำไรส่วนใหญ่ในปีนี้ราว 2,500 ล้านบาท เกิดจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนฯ ซึ่งเป็นการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) ที่ชาญฉลาด เพื่อพยุงตัวเลขกำไรในวันที่ยอดโอนบ้านลดลง หากตัดกำไรพิเศษออก ผู้ที่มีผลประกอบการจากการดำเนินงาน (Operation) ที่แข็งแกร่งที่สุดคือ “ศุภาลัย” และ “เอพี (ไทยแลนด์)” ที่ทำกำไรในระดับ 6,000 ล้านบาท สูสีกันมาก ทั้งสองค่ายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการบริหารต้นทุน (Cost Control) ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ Net Profit Margin ยังดูดีแม้ในยามวิกฤต ส่วนแสนสิริก็ทำกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% แตะ 5,846 ล้านบาท ผลจากการโฟกัสตลาดบนที่มีมาร์จิ้นสูง ทิศทางตลาดปี 2567-2569 และคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค จากข้อมูลทั้งหมด ผมมองเห็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทยในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ดังนี้: สงครามราคาจะจบลง สู่สงคราม “คุณภาพชีวิต”: ผู้ประกอบการจะเลิกแข่งกันลดราคา เพราะต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้น แต่จะหันมาแข่งกันที่ “นวัตกรรม” เช่น บ้านประหยัดพลังงาน (Solar Roof), Smart Home Automation และฟังก์ชันที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly) มาแรง: เทรนด์ Pet Humanization ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นวิถีชีวิต คอนโดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์จะมีราคาดีกว่าและขายง่ายกว่า และจะเป็น Blue Ocean ใหม่ของตลาด ทำเลศักยภาพใหม่: นอกจากกรุงเทพฯ ชั้นใน การขยายตัวของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู ทำให้โซนลาดพร้าว-สำโรง และ แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี กลายเป็นทำเลทองใหม่สำหรับ คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮมราคาย่อมเยา ความเข้มงวดของสินเชื่อ: ธนาคารจะยังคงเข้มงวดในการปล่อย กู้ซื้อบ้าน (Home Loan) ต่อไป ดังนั้นผู้บริโภคต้องเตรียมตัวเรื่องเครดิตบูโรและการออมเงินดาวน์ให้พร้อมกว่าเดิม คำแนะนำสำหรับการลงทุนและซื้อที่อยู่อาศัย สำหรับท่านที่กำลังมองหาโอกาสในการ ซื้อบ้าน หรือ ลงทุนอสังหา ในช่วงเวลานี้: ผู้ซื้ออยู่เอง (Real Demand): นี่คือจังหวะที่ดีในการเลือกช้อปของดี เพราะผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีสต็อกพร้อมอยู่ (Ready to move) ที่มาพร้อมโปรโมชั่น “ฟรีโอน-ฟรีส่วนกลาง” แนะนำให้มองหาบ้านหรือคอนโดในทำเลที่มี Real Demand รองรับ เช่น ใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแหล่งงาน เพราะมูลค่าสินทรัพย์จะเติบโตได้ดีในระยะยาว นักลงทุน (Investors): การเก็งกำไรใบจองคอนโดจบไปแล้ว ยุคนี้คือการลงทุนแบบถือครองระยะยาว (Long-term holding) หรือปล่อยเช่า (Rental Yield) ควรเน้นโครงการลักชัวรีในทำเล CBD (Central Business District) ที่มีซัพพลายจำกัด เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อได้เสมอ การบริหารการเงิน: สำหรับคนที่มีบ้านอยู่แล้ว การ รีไฟแนนซ์บ้าน (Refinance) ทุก 3 ปี คือกลยุทธ์สำคัญในการลดภาระดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและนำเงินส่วนต่างไปลงทุนต่อยอด บทสรุป ปี 2566 อาจเป็นปีที่น่าผิดหวังสำหรับหลายบริษัทในแง่ของตัวเลข แต่ในแง่ของการเรียนรู้ มันคือปีที่มีค่าที่สุด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “ขนาด” ไม่สำคัญเท่า “ความคล่องตัว” และ “ความแม่นยำ” ผู้ชนะในวันข้างหน้าไม่ใช่คนที่สร้างบ้านได้เยอะที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจหัวใจของลูกค้าและบริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567 และปีต่อๆ ไป จะยังคงผันผวน แต่ในความผันผวนนั้นมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน หรือคนที่กำลังฝันอยากมีบ้านสักหลัง การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมความพร้อมทางการเงิน คือกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่ความสำเร็จ หากคุณกำลังวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยวหรู, คอนโดติดรถไฟฟ้า หรือต้องการคำแนะนำเรื่องการ กู้ซื้อบ้าน และการวางแผนการเงินเพื่ออสังหาริมทรัพย์ อย่าปล่อยให้ความไม่รู้มาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
เริ่มต้นวางแผนอนาคตที่อยู่อาศัยของคุณวันนี้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือค้นหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกการลงทุนของคุณคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด คลิกเพื่อดูบทวิเคราะห์เจาะลึกโครงการศักยภาพปี 2026 ได้ที่นี่
Previous Post

D0202113 เม อกฎหมาย อย ในม อคนไม part2

Next Post

D0202115 ความทรงจำส จาง เธอไม เคยสนใจ part2

Next Post

D0202115 ความทรงจำส จาง เธอไม เคยสนใจ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.