• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D0202109 จากไรเดอร ประธานใหญ part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
D0202109 จากไรเดอร ประธานใหญ part2
ผ่าวิกฤตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: บทสรุปผู้ชนะและผู้แพ้ จากงบการเงิน 41 บริษัทชั้นนำ เจาะลึกทิศทางตลาดปี 2026 ในฐานะคนที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการวิเคราะห์และลงทุนใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มานานกว่าทศวรรษ ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา คือบททดสอบที่โหดหินที่สุดครั้งหนึ่งของผู้ประกอบการไทย หากเราย้อนกลับไปมองภาพรวมของปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจจะคาดหวังว่าจะเป็นปีแห่งการ “Take off” หรือการทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้งหลังจากวิกฤตโรคระบาด แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเราด้วยตัวเลขที่น่าผิดหวัง โมเมนตัมที่เคยคิดว่าจะมากลับแผ่วลงตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง ลากยาวมาจนถึงไตรมาสสุดท้ายที่เป็นช่วงไฮซีซั่น (High Season) แต่กราฟกลับนิ่งสนิท วันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อบ่นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมได้นำข้อมูลเชิงลึกจากงบการเงินของ 41 บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มา “X-Ray” ให้เห็นไส้ในว่า ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและการปฏิเสธ สินเชื่อบ้าน ที่พุ่งสูงขึ้น ใครคือ “ของจริง” ที่ยังยืนหยัดทำกำไรได้ และใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบัญชี แต่มันคือเข็มทิศสำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหา บ้านเดี่ยว หรือ คอนโดมิเนียม ในปีนี้และปีหน้า ภาพรวมรายได้: เมื่อเค้กก้อนเล็กลง การแข่งขันจึงเดือดพล่าน จากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการของทั้ง 41 บริษัทใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบตัวเลขที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมๆ กัน รายได้รวมของทุกบริษัทในปี 2566 อยู่ที่ 371,560 ล้านบาท ตัวเลขนี้ดูเหมือนมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (2565) ที่ทำได้ 376,141 ล้านบาท กลับพบว่ามูลค่าตลาดหดตัวลงไป -1.2% ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขติดลบเพียง 1.2% อาจดูเหมือน “ทรงตัว” แต่ในโลกของ การลงทุนอสังหา นี่คือสัญญาณเตือนภัย เพราะเมื่อเจาะลึกลงไปในรายบริษัท เราพบความจริงที่น่าตกใจว่า มีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัท ที่เผชิญกับสภาวะรายได้ถดถอย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของ “กำลังซื้อที่เปราะบาง” และปัญหา หนี้ครัวเรือน ที่กดดันตลาดระดับล่างถึงกลางอย่างหนัก กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก (Red Zone): เราเห็นการปรับตัวลดลงของรายได้ในระดับวิกฤต (เกิน 20%) ในหลายบริษัทที่เคยเป็นที่คุ้นหู แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN): เจ้าตลาดคอนโดระดับล่างที่เคยรุ่งเรือง กลับต้องเผชิญกับรายได้ที่หายไปกว่า -28% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้า Real Demand ระดับราคาประหยัดกำลังมีปัญหาเรื่องการกู้ สินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างหนัก ไรมอน แลนด์: ผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ที่รายได้ลดลง -26% ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (-23%), เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (-22%) และ ไซมิส แอสเสท (-21%): ล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องปรับกลยุทธ์ขนานใหญ่ แม้แต่พี่ใหญ่ของวงการอย่าง “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ก็ไม่รอดพ้นจากแรงเสียดทานนี้ โดยรายได้รวมลดลงถึง 18% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ศึกชิงบัลลังก์รายได้: แสนสิริ เบียด เอพี เข้าวิน ในสมรภูมิที่ยากลำบาก ยังมีผู้ที่สามารถฝ่าฟันขึ้นมาเป็นผู้นำได้ การจัดอันดับรายได้รวมสูงสุด (Top 10) ในปีที่ผ่านมาถือว่าดุเดือดเลือดพล่านที่สุดปีหนึ่ง แสนสิริ (SIRI): ผงาดขึ้นครองแชมป์ด้วยรายได้รวม 39,082 ล้านบาท เติบโตสวนตลาดถึง 12% กลยุทธ์การเจาะกลุ่มลูกค้า Luxury และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งทำให้แสนสิริกลายเป็นเบอร์หนึ่งที่ยากจะโค่นลง เอพี ไทยแลนด์ (AP): ตามมาแบบหายใจรดต้นคอที่ 38,399 ล้านบาท แม้รายได้จะลดลงเล็กน้อย (-1%) แต่ AP ยังคงเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากในกลุ่ม บ้านเดี่ยว และ ทาวน์โฮม ศุภาลัย (SPALI): ยืนระยะในอันดับ 3 ด้วยรายได้ 31,818 ล้านบาท แม้จะลดลง -10% แต่ด้วยโครงสร้างการเงินที่ Conservative ทำให้ศุภาลัยยังคงเป็นหุ้นที่นักลงทุนสายปันผลชื่นชอบ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): รายได้ 30,170 ล้านบาท พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): รายได้ 26,132 ล้านบาท (-9%) สิ่งที่น่าสังเกตคือ ใน 10 อันดับแรก มีถึง 5 บริษัทที่รายได้ลดลง ซึ่งรวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (อันดับ 9) ที่รายได้ลดลงราว -4% นี่คือเครื่องยืนยันว่า แม้แต่บริษัทที่มีสายป่านยาว ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยุคนี้ ความจริงที่เจ็บปวด: รายได้จากการขาย (Core Business) หดตัวรุนแรง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมักจะแนะนำให้นักลงทุนดูที่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Revenue from Sales) มากกว่ารายได้รวม เพราะรายได้รวมอาจมีการรวมกำไรพิเศษ หรือรายได้จากการขายสินทรัพย์อื่นๆ เข้ามาปะปน ซึ่งอาจบดบังผลการดำเนินงานที่แท้จริง เมื่อเราคัดกรองเฉพาะรายได้จากการขาย บ้าน และ คอนโดมิเนียม ตัวเลขยิ่งน่ากังวลกว่าเดิม รวมทั้ง 41 บริษัท ทำรายได้จากการขายได้เพียง 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง -11% จากปีก่อนหน้า และมีถึง 30 บริษัทที่ยอดขายตกลง ไรมอน แลนด์: รายได้จากการขายดิ่งลงเหว -78% แอล.พี.เอ็น. (LPN): รายได้ขายหายไปเกือบ -40% แลนด์แอนด์เฮ้าส์: รายได้จากการขายธุรกิจหลักลดลง -38% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ดีมานด์เทียม” หรือการเก็งกำไรได้หายไปจากตลาดเกือบหมดแล้ว เหลือเพียง “ดีมานด์จริง” ที่ต้องผ่านด่านการอนุมัติ สินเชื่อบ้าน จากธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีความเข้มงวดในระดับสูงสุด (Rejection Rate สูงถึง 50-60% ในบางเซกเมนต์) แต่ในความมืดมิด ยังมีแสงสว่าง: เอพี ไทยแลนด์ (AP): ยืนหนึ่งเรื่องการขาย ด้วยยอด 36,927 ล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อย แต่ยังพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าตลาดที่เข้าใจผู้บริโภคที่สุด แสนสิริ: ยอดขายโต 7% (32,829 ล้านบาท) เป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่โตได้จาก Core Business จริงๆ เอสซี แอสเสท (SC): เติบโตโดดเด่น 13% (23,370 ล้านบาท) สะท้อนความสำเร็จในการจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย ม้ามืดที่ต้องจับตามอง: เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ท่ามกลางเจ้าตลาดเดิมที่กำลังเหนื่อยล้า มีผู้เล่นรายหนึ่งที่กำลังติดเครื่องและน่ากลัวมากในอนาคต นั่นคือ เซ็นทรัลพัฒนา การขยายพอร์ตจากธุรกิจศูนย์การค้ามาสู่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขาย (Residential) เริ่มออกดอกออกผลอย่างชัดเจน ในปีที่ผ่านมา CPN ทำรายได้จากการขายพุ่งทะยานถึง 5,835 ล้านบาท เติบโต 103% หรือกว่าเท่าตัว การใช้ข้อได้เปรียบเรื่องทำเลติดศูนย์การค้า (Mixed-use) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย ทำให้ CPN กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับ Developer รายดั้งเดิม โดยเฉพาะในตลาด คอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบระดับพรีเมียม บรรทัดสุดท้าย: กำไรสุทธิ คือเครื่องพิสูจน์ฝีมือ (Bottom Line) ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกธุรกิจ “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความจริง” (Revenue is vanity, Profit is sanity)
กำไรสุทธิรวมของทั้ง 41 บริษัทอยู่ที่ 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% สอดคล้องกับรายได้จากการขาย โดยมี 12 บริษัทที่ขาดทุน และบางรายขาดทุนสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด แชมป์กำไรสุทธิ: แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) แม้รายได้จากการขายจะตก แต่ LH แสดงความเก๋าเกมด้วยการทำกำไรสุทธิสูงสุดที่ 7,495 ล้านบาท เคล็ดลับวิชาคือการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ โดยมีการขายโรงแรม 2 แห่งในสหรัฐฯ เข้ากองทุน ทำให้บันทึกกำไรพิเศษกว่า 2,500 ล้านบาท นี่คือการบริหารความเสี่ยงระดับเซียนที่กระจายรายได้จากหลายทาง ไม่พึ่งพาแค่การขายบ้านเพียงอย่างเดียว Top 5 บริษัทที่ทำกำไรสูงสุด: แลนด์แอนด์เฮ้าส์: 7,495 ล้านบาท (จากการบริหารสินทรัพย์) ศุภาลัย: 6,083 ล้านบาท (จากการบริหารต้นทุนที่เป็นเลิศ) เอพี ไทยแลนด์: 6,054 ล้านบาท (จากยอดขายมหาศาล) แสนสิริ: 5,846 ล้านบาท (เติบโตก้าวกระโดด +42% – น่าประทับใจที่สุดในเชิงการเติบโต) ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 3,160 ล้านบาท (กำไรลดลง -25% แต่ยังรักษาระดับได้ดี) บทวิเคราะห์เจาะลึก: ทิศทางตลาดอสังหาฯ และคำแนะนำสำหรับปี 2567-2569 จากข้อมูลทั้งหมด ผมขอสรุปทิศทาง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมตัวดังนี้: ตลาดของผู้ซื้อที่มีเงินสด หรือเครดิตดี (Buyer’s Market) สงครามราคาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ Developer หลายรายต้องการระบายสต็อก (Inventory) เพื่อดึงเงินสดกลับเข้าบริษัท หากคุณเป็นคนที่มีเครดิตดี หรือมีความพร้อมในการ กู้ซื้อบ้าน ช่วงเวลานี้คุณมีอำนาจต่อรองสูงมาก โปรโมชั่น “อยู่ฟรี” หรือ “ฟรีโอน” จะมีให้เห็นเกลื่อนตลาด การคัดกรองสินเชื่อที่เข้มข้น (Strict Lending Criteria) ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์จะยังคงเข้มงวดกับการปล่อย สินเชื่อบ้าน ต่อไป เพื่อสกัดหนี้เสีย (NPL) ผู้กู้ที่มีภาระหนี้สูง หรือมีประวัติการชำระเงินไม่ดี จะถูกปฏิเสธทันที ใครที่วางแผนจะซื้อบ้านต้องเตรียมเดินบัญชี (Statement) ให้สวยงาม และลดภาระหนี้บัตรเครดิตล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ดอกเบี้ยและการรีไฟแนนซ์ (Interest Rates & Refinance) แม้ดอกเบี้ยโลกอาจจะเริ่มทรงตัว แต่ดอกเบี้ยในไทยยังถือว่าอยู่ในระดับที่ผู้กู้ต้องแบกรับภาระ สำหรับคนที่มีบ้านอยู่แล้ว การ รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดดอกเบี้ยทุกๆ 3 ปี คือไฟลต์บังคับที่ต้องทำ เพื่อลดเงินต้นให้เร็วที่สุด ส่วนนักลงทุนที่หวัง Yield จากการปล่อยเช่า ต้องคำนวณต้นทุนดอกเบี้ยให้ดี เพราะส่วนต่างกำไรอาจบางลงมาก ทำเลคือทุกอย่าง (Location is Key) อสังหาฯ ในเมือง หรือใกล้รถไฟฟ้า BTS/MRT ยังคงไปได้ แต่ต้องเป็นทำเลที่มี Real Demand จริงๆ ไม่ใช่ทำเลเก็งกำไรชานเมืองที่ไกลเกินความจำเป็น การเลือกซื้อ คอนโดติดรถไฟฟ้า ในโซน CBD หรือ New CBD ยังคงเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว เทรนด์ Pet-Friendly และ Wellness ข้อมูลจากแสนสิริและออริจิ้นที่ยังทำกำไรได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly) หรือบ้านสำหรับผู้สูงอายุ นี่คือ Niche Market ที่กลายเป็น Mass Market ใหม่ที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องกระโดดลงมาเล่น บทสรุป ปี 2566 อาจเป็นปีที่น่าผิดหวังสำหรับผู้ประกอบการหลายรายใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน มันคือช่วงเวลาที่ “ความจริงปรากฏ” บริษัทที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดและส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพได้ ส่วนบริษัทที่อ่อนแออาจต้องหายไปจากตลาด หรือถูกควบรวมกิจการ การเลือกลงทุนหรือซื้อที่อยู่อาศัยในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การดูโมเดลบ้านสวยๆ หรือห้องตัวอย่างที่ตกแต่งหรูหรา แต่ต้องดูไปถึง “ความมั่นคงของผู้พัฒนาโครงการ” (Developer’s Stability) ด้วย เพราะการซื้อบ้านจากบริษัทที่มีสถานะทางการเงินไม่ดี มีความเสี่ยงที่จะได้บ้านคุณภาพต่ำ สร้างไม่เสร็จ หรือบริการหลังการขายที่ล้มเหลว หากคุณกำลังมองหาลู่ทางในการลงทุน หรือต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนการขอ สินเชื่อบ้าน ให้ผ่านฉลุยในยุคที่แบงก์เขี้ยวลากดิน อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ทำลายโอกาสในการมีบ้านในฝันของคุณ
เริ่มต้นวางแผนอนาคตที่อยู่อาศัยของคุณอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ เพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในวันหน้า
Previous Post

D0202108 เพ อนสน ดจะแย งเม part2

Next Post

D0202110 มรดกคนบ านนอก ลต เว สเศรษฐ part2

Next Post

D0202110 มรดกคนบ านนอก ลต เว สเศรษฐ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.