• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D3201068 วด ยไปกว าคร part2

admin79 by admin79
February 2, 2026
in Uncategorized
0
D3201068 วด ยไปกว าคร part2

เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: เทรนด์การลงทุนและภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ครึ่งปีแรก 2568

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ผันผวน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไป การทำความเข้าใจถึงทิศทางของการพัฒนาโครงการใหม่ รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการประเมินศักยภาพของภาคส่วนนี้

จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมโดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA ซึ่งวิเคราะห์บิ๊กดาต้าการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) บ่งชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนของภูมิทัศน์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ยังคงมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นรายใหญ่กุมส่วนแบ่งตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

10 อันดับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์: มหาอำนาจที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 71%

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานนี้ คือการกระจุกตัวของตลาด โดย 10 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันได้อย่างมหาศาลถึง 71% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร การตลาด และฐานลูกค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้

ในบริบทของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ขนาดตลาดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงการใหม่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่รวมกันทั้งสิ้น 15,452 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกว่า 110,820 ล้านบาท ด้วยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 7.172 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของราคาที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจเคยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้จะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย และความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคโดยรวมลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดระดับกลาง (Mass Market) ที่มีราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท ซึ่งมักเผชิญกับปัญหาการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารที่เข้มงวดขึ้น แต่ตลาดระดับบน (Luxury Segment) ที่มีราคาตั้งแต่ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป กลับยังคงมีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความต้องการของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ปริมาณหน่วยที่เปิดตัว: “แสนสิริ” นำทัพด้วยจำนวนยูนิตสูงสุด

เมื่อพิจารณาในแง่ของ “จำนวนหน่วยที่เปิดตัวใหม่” พบว่า บมจ.แสนสิริ ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง โดยมีจำนวนหน่วยเปิดตัวสูงสุดถึง 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของตลาดรวมทั้งหมด โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ใน 7 โครงการใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมและหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในวงกว้าง

การพัฒนาจำนวนหน่วยที่มากถึง 1,847 หน่วย ด้วยมูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท ทำให้แสนสิริ สามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการที่แสนสิริเปิดตัวในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวม

ในอันดับถัดมา บริษัทที่น่าจับตามอง ได้แก่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ที่เปิดตัว 1,661 หน่วย ตามมาด้วย บมจ.แอสเซทไวส์ 1,355 หน่วย บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท 929 หน่วย และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น 875 หน่วย การแข่งขันในแง่จำนวนหน่วยที่เปิดตัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างดุเดือด โดยเฉพาะในตลาดบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม

มูลค่าการลงทุน: “เอพี (ไทยแลนด์)” ผงาดขึ้นเป็นผู้นำ

ในอีกมุมมองหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “มูลค่าการลงทุนใหม่” ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนกลยุทธ์ทางการเงินและการกำหนดทิศทางของธุรกิจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนนี้ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 19% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด

แม้ว่าเอพี (ไทยแลนด์) จะพัฒนาจำนวนหน่วยที่ 1,661 หน่วย แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการที่เปิดตัวโดยเอพี (ไทยแลนด์) สูงถึง 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน การที่เอพี (ไทยแลนด์) สามารถทำมูลค่าการลงทุนได้สูงขนาดนี้ บ่งชี้ถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูง หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

สำหรับอันดับรองลงมาในแง่ของมูลค่าการลงทุน ได้แก่ บมจ.แสนสิริ (10,519 ล้านบาท), บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (10,362 ล้านบาท), บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (8,230 ล้านบาท) และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (8,230 ล้านบาท) การที่บริษัทเหล่านี้ติดอันดับต้นๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการลงทุนขนาดใหญ่

ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย: เทรนด์ “บ้านหรู” พุ่งสูง

สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ และเป็นสีสันของการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 คือ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งไปสู่ระดับลักเซอรี่มากขึ้น

บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โดดเด่นด้วยการเปิดตัว 1 โครงการใหม่ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยพุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง บ่งบอกถึงการมุ่งเน้นตลาดบนสุด (Ultra-Luxury Segment) ที่มีความต้องการเฉพาะตัว และผู้ซื้อพร้อมที่จะจ่ายในราคาสูงเพื่อความเป็นที่สุด

นอกจากนี้ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่ม 10 อันดับแรก ที่ 20.627 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่อง ก็มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียม

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการบ้านระดับอัลตราลักเซอรี่ภายใต้แบรนด์ “SONLE Residences” ซึ่งมีจำนวนเพียง 5 หลัง ราคาขายต่อหลังอยู่ที่ 260-400 ล้านบาท จะถูกยกยอดไปเป็นสถิติของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยิ่งเสริมให้ตลาดบ้านซูเปอร์หรูมีความน่าสนใจและมีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้นไปอีก

ความสำคัญของบิ๊กดาต้าในการตัดสินใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ในฐานะผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มานาน ผมขอย้ำว่า การวิเคราะห์บิ๊กดาต้าเช่นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการ นักลงทุน และแม้แต่ผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับผู้ประกอบการ: ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาด รู้ว่าใครคือผู้นำในแต่ละเซ็กเมนต์ ตำแหน่งทางการตลาดของตนเองเป็นอย่างไร และมีช่องว่าง (Gap) ในตลาดที่ยังสามารถเข้าไปพัฒนาได้หรือไม่ การวิเคราะห์นี้ช่วยในการวางแผนการเปิดตัวโครงการ การจัดสรรงบประมาณ และการกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้อย่างแม่นยำ
สำหรับนักลงทุน: การเข้าใจทิศทางตลาดและการเติบโตของมูลค่าโครงการ ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมีหลักการ สามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี หรือเลือกลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง
สำหรับผู้บริโภค: การทราบถึงเทรนด์ราคาและประเภทของโครงการที่เปิดตัว ช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เทรนด์แห่งอนาคต: การปรับตัวสู่ตลาดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่ปรากฏ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนและมีมิติมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปริมาณหน่วยที่พัฒนา แต่ยังรวมถึงมูลค่าการลงทุน คุณภาพของโครงการ และการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะกลุ่มของลูกค้า

การมุ่งเน้นตลาดบนและอัลตราลักเซอรี่: การที่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงดีมานด์ที่แข็งแกร่งในตลาดระดับบน ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มักมีความมั่นคงทางการเงิน และมองหาอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือเพื่อการพักผ่อนที่มีคุณภาพ
ความสำคัญของทำเลและนวัตกรรม: ผู้พัฒนาที่ประสบความสำเร็จ มักจะสามารถเข้าถึงทำเลที่มีศักยภาพสูง ผนวกกับการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ระบบสมาร์ทโฮม การออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน
การบริหารจัดการความเสี่ยง: ในสภาวะที่ภาคการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้น การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินถือเป็นหัวใจสำคัญ บริษัทที่สามารถรักษาความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบในการพัฒนาโครงการ

สรุปและก้าวต่อไป

ข้อมูลการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 นี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีพลวัตและมีโอกาสสำหรับผู้ที่เข้าใจแนวโน้มและสามารถปรับตัวได้ การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มผู้พัฒนาขนาดใหญ่สะท้อนถึงความต้องการด้านเงินทุน ประสบการณ์ และเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดระดับบน และราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงขึ้น ก็เปิดโอกาสให้กับโครงการที่มีความโดดเด่นและนำเสนอคุณค่าที่แตกต่าง

สำหรับผู้ที่สนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค นักลงทุน หรือผู้ประกอบการรายใหม่ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการที่ปรึกษาในการตัดสินใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งตามข้อมูลเหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สัมมนาหรือเวิร์คช็อปเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์, การประเมินมูลค่าโครงการ, หรือการวิเคราะห์การลงทุนเชิงลึก อาจเป็นก้าวต่อไปที่น่าสนใจสำหรับคุณ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย.

Previous Post

D3201067 สาม เห นแก นอกใจภรรยาท วย part2

Next Post

D3201070 บอด การ ดหว งเครมเม ยเจ านาย part2

Next Post
D3201070 บอด การ ดหว งเครมเม ยเจ านาย part2

D3201070 บอด การ ดหว งเครมเม ยเจ านาย part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.