• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D2701059 องลมอมกะต งค (ละครส น) หน งส นด BSC part2

admin79 by admin79
January 28, 2026
in Uncategorized
0
D2701059 องลมอมกะต งค (ละครส น) หน งส นด BSC part2

Here’s the rewritten article in Thai, aiming for expert voice, SEO optimization, and avoiding duplication:

ภัยซ้ำซากในงานก่อสร้าง: วิศวกรโครงสร้างฯ ชี้ชัด “วิกฤตความบกพร่อง” ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ

ในฐานะวิศวกรโครงสร้างที่มีประสบการณ์ในแวดวงการก่อสร้างมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของวงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความท้าทายที่ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ การถล่มของเครนก่อสร้างล่าสุดที่เกิดขึ้นเป็นประจักษ์พยานถึงความบกพร่องร้ายแรงที่ฝังรากลึกในกระบวนการทำงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคร้ายหรืออุบัติเหตุสุดวิสัยอีกต่อไป

ถอดรหัส “ความบกพร่อง” : แยกแยะระหว่าง “โชคร้าย” และ “วิศวกรรมที่ผิดพลาด”

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในโครงการก่อสร้าง สิ่งแรกที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยคือเรื่องของ “โชคร้าย” หรือ “อุบัติเหตุ” แต่ในมุมมองของวิศวกร คำว่า “อุบัติเหตุ” มีความหมายที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เราในฐานะผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพย่อมมีกระบวนการทำงานตามมาตรฐานที่เข้มงวด มีการตรวจสอบวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน และคาดการณ์ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยเหนือการควบคุมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุ แผ่นดินไหว หรือสภาพอากาศแปรปรวน นั่นหมายความว่าเราต้องหันมาพิจารณาถึง “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นในระบบ

เหตุการณ์เครนถล่มที่เกิดขึ้นสองครั้งซ้อนนั้น ผมกล้าฟันธงว่าไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญหรือเคราะห์ร้าย แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจาก “ความบกพร่องอย่างรุนแรงในขั้นตอนการก่อสร้าง” หากพิจารณาในเชิงเทคนิค เหตุการณ์แรกที่ “ขารับน้ำหนักเครน” หลุดออกจากจุดยึด (Anchoring) นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในการออกแบบและติดตั้งตามมาตรฐานวิศวกรรมที่ดี ย่อมนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า จุดยึดนั้นมีความแข็งแรงตามที่คำนวณไว้ในแบบหรือไม่ หรือมีการละเลยขั้นตอนการตรวจสอบที่สำคัญไป

สำหรับกรณีที่สองบนถนนพระราม 2 ซึ่งเห็นประจักษ์พยานชัดเจนกว่านั้น คือ “การทรุดตัวของฐานรองรับเครน” อันเนื่องมาจากการวางฐานในตำแหน่งที่ไม่มั่นคงหรือไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ส่งผลให้โครงสร้างไม่สามารถรองรับภาระได้ทัน เกิดการวิบัติและเครนหักโค่นกลางอากาศ จากหลักฐานทางเทคนิคที่ปรากฏ การประเมินของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า ความบกพร่องในกระบวนการก่อสร้างเป็นต้นเหตุหลักอย่างปฏิเสธไม่ได้

โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่: เขตอันตรายที่รัฐมองข้าม?

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าความถี่ของอุบัติเหตุ คือการที่อุบัติเหตุเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นสถิติที่ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อาจมองเป็นการผิดพลาดเฉพาะจุด แต่การเกิดขึ้นซ้ำถึง 4 ครั้งใหญ่ภายในระยะเวลาไม่นาน ตั้งแต่การทรุดตัวของอาคาร การยุบตัวของถนนจากการสร้างระบบราง จนถึงเหตุการณ์เครนถล่ม ล้วนเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยภาครัฐ และเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงความหย่อนยานของ “มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในระดับสากล” ในโครงการใหญ่ๆ ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะ

สามเหลี่ยมแห่งหายนะ: เจาะลึก 3 ปัจจัยต้นตอในไซต์งาน

ในฐานะนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ผมได้จำแนกสาเหตุหลักที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ออกเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ที่เปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงกันเป็นวงจรความบกพร่อง:

ปัจจัยด้านบุคลากร: ปัญหาเริ่มตั้งแต่ระดับบนสุดคือ “วิศวกรผู้ออกแบบและควบคุมงาน” ไปจนถึง “ผู้ปฏิบัติงานหน้างาน” เช่น พนักงานขับเครนและคนงาน การทำงานกับเครื่องจักรที่ซับซ้อนอย่าง “เครน Launcher” ซึ่งไม่ใช่เครื่องจักรที่ตั้งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่และทำงานในที่สูง จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับหลักสถิตยศาสตร์ (Statics) และพลศาสตร์ (Dynamics) เพื่อรักษาสมดุลและควบคุมน้ำหนัก แต่สิ่งที่พบเห็นบ่อยครั้งคือการใช้บุคลากรที่ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการเหล่านี้ ทำงานไปตามความเคยชิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์: ความปลอดภัยของงานก่อสร้างขึ้นอยู่กับ “หัวใจ” สำคัญอย่างสลิง รอก และนอตยึด ผมเคยลงพื้นที่สำรวจพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้งานซ้ำๆ จนขาดความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐาน สภาพของนอตยึดบางตัวเกลียวรูดจนไม่สามารถใช้งานได้ หรือแม้กระทั่งนอตที่บิดเบี้ยวก็ยังถูกนำมาใช้ต่อ ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการละเลยการตรวจสอบและบำรุงรักษา

ปัจจัยด้านเครื่องจักร: “เครื่องจักรมือสอง” ที่ขาดมาตรฐานสากล คือระเบิดเวลาที่รอวันทำงาน ปัญหาสังคมอาจไม่ทราบว่าเครน Launcher จำนวนมากที่ใช้งานในประเทศไทยเป็นเครื่องจักรที่ซื้อจากต่างประเทศโดยเป็นของมือสอง เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น เครื่องจักรเหล่านั้นจะถูกขายต่อและนำมาดัดแปลงต่อเติมโดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ช่องโหว่ “กฎหมาย-การรับเหมาช่วง” : ต้นเหตุแห่งความหย่อนยาน

ปัญหาความบกพร่องไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายเสียทีเดียว แต่อยู่ที่ “การบังคับใช้” ที่หย่อนยาน การตรวจสอบที่ไม่เข้มงวด ทำให้กฎหมายที่ควรจะมีประสิทธิภาพกลายเป็นเพียงลายลักษณ์อักษร กฎหมายกำหนดให้ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในความเป็นจริงมีวิศวกรเหล่านี้อยู่ที่หน้างานจริงหรือไม่? และหากมี เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเครน Launcher จริงหรือไม่?

สิ่งที่กฎหมายยังคงมีช่องโหว่ที่สำคัญคือ “การขึ้นทะเบียนเครน” และ “การจ้างช่วง หรือการรับเหมาช่วง (Subcontracting)” ในปัจจุบัน บริษัทผู้รับเหมาหลักที่ชนะการประมูลงานมักไม่ดำเนินการก่อสร้างเองทั้งหมด แต่จะกระจายงานให้ผู้รับเหมาช่วงต่อทอดกันไปเป็นทอดๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้รับเหมาช่วงเหล่านั้นมี “ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ” และให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” เป็นอันดับแรกตามมาตรฐานสากล

การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะวิศวกรในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพมีใบอนุญาตและลายเซ็นรับรองความถูกต้องของแบบ แต่ภาคปฏิบัติกลับสวนทางกับสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์

บทลงโทษต้อง “หนัก-ลงดาบให้เห็น” : สู่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยต้องยกระดับ “มาตรฐานของผู้ปฏิบัติงานเครน” ให้เทียบเท่ากับวิศวกร โดยใช้หลักการ “4 ผู้” ที่ต้องผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ได้แก่ 1. ผู้ให้สัญญาณเครน 2. ผู้ยึดเกาะวัสดุ 3. ผู้บังคับรถเครน และ 4. ผู้ควบคุมเครน ในหน้างานจริง เรามักพบเห็นการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาปฏิบัติหน้าที่แทน คำถามคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความรู้ความสามารถของบุคลากรเหล่านี้หรือไม่?

บทลงโทษสำหรับความบกพร่องร้ายแรงต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเข้มงวด เรายังขาดระบบ “Blacklist” ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดชั้นผู้รับเหมาหรือการลดแต้มนั้นยังไม่เพียงพอ การออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลผู้รับเหมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ถือว่าล่าช้าเกินไป และบางครั้งผู้รับเหมาที่กระทำความผิดก็สามารถเลี่ยงบาลี โดยการปิดบริษัทที่มีปัญหา เปิดบริษัทใหม่ และกลับมาประมูลงานได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหานี้รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

กังวล “ทุนต่างชาติในคราบ ‘นอมินี'” : ต้นตอการกดดันต้นทุน

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งในวงการวิศวกรโครงสร้างฯ คือการเข้ามาของ “ทุนต่างชาติ” ที่แฝงตัวมาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการร่วมทุน (Joint Venture) กับผู้รับเหมาไทย โดยใช้บริษัทไทยเป็น “หน้าฉาก” ปัญหาที่ตามมาคือการ “ตัดราคาประมูล” ที่ต่ำเกินจริง เพื่อแย่งชิงงาน ทำให้ผู้รับเหมาไทยบางรายที่ต้องการส่วนแบ่งกำไร ยอมรับงานโดยไม่ต้องลงมือทำเอง

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ความปลอดภัยและมาตรฐานของงาน” ที่ถูกกดดันให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่ถูกบีบคั้นให้ต่ำที่สุด ทั้งในส่วนของแรงงาน วัสดุ และเครื่องจักร

ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด” : ทางออกวิกฤตงานก่อสร้าง

หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ขอเสนอทางออกเร่งด่วนในรูปแบบ “กระดุม 3 เม็ด” ที่เป็นรูปธรรม:

เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดย “คนกลาง”: ต้องจัดตั้ง “คณะกรรมการที่เป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง” เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์หาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรมอย่างตรงไปตรงมา หากจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบบิดเบือน เราจะไม่มีวันสามารถแก้ปัญหาที่ปลายเหตุได้อย่างยั่งยืน
เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่ “เด็ดขาด”: ต้องมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” อย่างแท้จริง บริษัทที่กระทำความผิดซ้ำซากควรถูก “พักใบอนุญาต” หรือ “ตัดสิทธิการประมูลงานเป็นการถาวร” เพื่อเป็นบรรทัดฐานและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ
เม็ดที่สาม: เร่ง “ปิดช่องโหว่กฎหมาย”: รัฐต้องรู้เท่าทัน “เทคนิคการลดต้นทุน” ของผู้รับเหมา และออก “กฎกระทรวงที่เหมาะสม” สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงคมนาคมสามารถออกกฎหมายเพื่อบังคับการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและการควบคุมการจ้างช่วงให้มีประสิทธิภาพได้ภายในกรอบเวลา 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง

อย่าให้ “ขั้นตอนราชการ” กลายเป็นอุปสรรคหรือข้ออ้างในการผลักดันมาตรการเหล่านี้อีกต่อไป เพราะความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคือสิ่งสำคัญสูงสุดที่ไม่อาจรอได้.

Previous Post

D2701058 าดาเจอทายาทต วจร งท หายไป(ละครส น) หน งส นด part2

Next Post

D2701060 อท งล กไว บย าให ลำบาก(ละครส น) หน งส นด part2

Next Post
D2701060 อท งล กไว บย าให ลำบาก(ละครส น) หน งส นด part2

D2701060 อท งล กไว บย าให ลำบาก(ละครส น) หน งส นด part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.