• Sample Page
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dungthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

D2701058 าดาเจอทายาทต วจร งท หายไป(ละครส น) หน งส นด part2

admin79 by admin79
January 28, 2026
in Uncategorized
0
D2701058 าดาเจอทายาทต วจร งท หายไป(ละครส น) หน งส นด part2

วิกฤตเครนถล่ม: ความบกพร่องเชิงระบบที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างไทย

กรุงเทพมหานคร – 23 มกราคม 2569 – วงการก่อสร้างไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์เครนถล่มที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโชคร้ายตามธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความบกพร่องเชิงลึกในระบบการบริหารจัดการและมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการสาธารณูปโภคที่ดำเนินการโดยภาครัฐ

ในฐานะวิศวกรโครงสร้างผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 10 ปี ข้าพเจ้าได้เห็นพัฒนาการและความท้าทายต่างๆ ของอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าพเจ้ามีความเห็นและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการที่จำเป็นต้องนำเสนอต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและตรงจุด

ไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” แต่คือ “ความบกพร่องร้ายแรง” ในการบริหารจัดการโครงการก่อสร้าง

สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือ การแยกแยะระหว่าง “โชคร้าย” หรือ “อุบัติเหตุสุดวิสัย” กับ “ความบกพร่อง” ที่เกิดจากการละเลยหรือผิดพลาดในกระบวนการทำงาน จากการวิเคราะห์เหตุการณ์เครนถล่มที่เกิดขึ้นล่าสุดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ข้าพเจ้าขอชี้แจงดังนี้

เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น พายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยที่สามารถควบคุมและป้องกันได้ ซึ่งหมายความว่า เรากำลังเผชิญกับ “ความบกพร่อง” ที่ร้ายแรงในขั้นตอนการปฏิบัติงานและมาตรฐานความปลอดภัย

กรณีแรก: การทรุดตัวของฐานรองรับเครน ในกรณีที่ขารองรับเครนเกิดการทรุดตัว หรือ “ขาเครนทรุด” นั้น ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดอย่างชัดเจนในการวางแผนและดำเนินการก่อสร้าง ฐานรองรับเครนจะต้องถูกออกแบบและสร้างขึ้นบนพื้นฐานที่แข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกที่มหาศาลได้ การวางฐานบนจุดที่ไม่มั่นคง หรือการไม่ได้ตรวจสอบความแข็งแรงของดินและโครงสร้างรองรับให้เพียงพอ ถือเป็นความบกพร่องที่ร้ายแรง ซึ่งนำไปสู่การยุบตัวของโครงสร้าง และส่งผลให้เครนหักโค่น หรือ “เครนหักกลาง”
กรณีที่สอง: ความผิดพลาดในการติดตั้งจุดยึด (Anchoring) การที่ “จุดยึดเครน” หรือส่วนประกอบที่ยึดเครนเข้ากับโครงสร้างหลักเกิดความเสียหาย หรือหลุดร่วงลงมานั้น เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การคำนวณการออกแบบ หรือการติดตั้งจุดยึดนั้น อาจไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการข้ามขั้นตอนที่สำคัญ การคำนวณที่แม่นยำและการติดตั้งที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในการใช้เครน โดยเฉพาะเครนขนาดใหญ่ที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

จากการตรวจสอบของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก และข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ข้าพเจ้าและสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยมีความเห็นตรงกันว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดจาก “ความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้าง” เป็นหลัก มากกว่าจะเป็น “อุบัติเหตุสุดวิสัย”

โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่: เขตอันตรายที่รัฐต้องใส่ใจอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงซ้ำ ๆ มักเกิดขึ้นกับ “โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมองข้าม หากเกิดความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราอาจมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะจุด แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายครั้งภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น การถล่มของอาคาร การยุบตัวของถนนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า การเครนถล่มจากการสร้างรถไฟไฮสปีด และการถล่มของเครนในโครงการทางด่วน ล้วนเกิดขึ้นกับโครงการของรัฐ และมีลักษณะร่วมกันอย่างน่าประหลาดใจ

ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในโครงการใหญ่ ๆ ของไทยกำลังเผชิญกับปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไป

รากเหง้าของปัญหา: 3 ปัจจัยหลักที่ต้องแก้ไข

จากการวิเคราะห์อย่างละเอียด ข้าพเจ้าได้จำแนกปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมในไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทยอ่อนแอลงจนเข้าขั้นวิกฤต ปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่หากละเลยไปเพียงจุดเดียว อาจนำไปสู่อันตรายที่คาดไม่ถึง:

ปัจจัยด้านบุคลากร (Human Factor): ปัญหานี้เริ่มต้นตั้งแต่ระดับบนสุดคือผู้บริหารโครงการ วิศวกรควบคุมงาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เช่น คนขับเครน หรือแม้แต่แรงงานทั่วไป เครนประเภท Launcher ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เครื่องจักรที่ตั้งอยู่กับที่เหมือนปั้นจั่นทั่วไป แต่เป็นเครื่องจักรที่มีการเคลื่อนที่และทำงานในที่สูง ต้องอาศัยความสมดุลและการควบคุมน้ำหนักที่ซับซ้อน
ความขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: ปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการทางสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์อย่างแท้จริงในการควบคุมเครื่องจักรเหล่านี้ หลายครั้งที่พบว่า ผู้ปฏิบัติงานทำงานตามความเคยชิน โดยขาดความเข้าใจในหลักการพื้นฐาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
การใช้แรงงานขาดทักษะ: ในบางครั้ง ผู้ปฏิบัติงานที่ขาดทักษะและประสบการณ์ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานเจ้าของโครงการควรจะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์ (Material & Equipment Factor): ส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น สลิง รอก นอตยึด หรืออุปกรณ์จับยึด ถือเป็นหัวใจหลักของความมั่นคงของเครน
การใช้อุปกรณ์เก่าและเสื่อมสภาพ: ข้าพเจ้าเคยพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้งานซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีการบำรุงรักษาที่เพียงพอ ทำให้ขาดความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น การพบเห็นนอตที่เกลียวหวานจนไม่สามารถยึดได้อย่างแน่นหนา หรือนอตที่บิดเบี้ยวแต่ยังคงถูกนำมาใช้งานต่อ ถือเป็นการละเลยความเสี่ยงที่ร้ายแรง
การขาดการตรวจสอบมาตรฐาน: การตรวจสอบคุณภาพและความแข็งแรงของวัสดุและอุปกรณ์ก่อนนำมาใช้งานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในหลายกรณีกลับถูกละเลย

ปัจจัยด้านเครื่องจักร (Machinery Factor):
เครื่องจักร “มือสอง” ขาดมาตรฐาน: ปัญหาที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ เครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยเป็นเครนมือสองที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น เครื่องจักรเหล่านี้มักถูกขายต่อและนำมาดัดแปลงต่อเติม โดยไม่ได้ผ่านการออกแบบและคำนวณใหม่เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้งานอีกครั้ง
การขาดระบบทะเบียนและการควบคุม: ประเทศไทยยังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจน ทำให้ยากต่อการติดตามและควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของเครื่องจักรที่ใช้งานในโครงการต่างๆ

ช่องโหว่ด้านกฎหมายและการรับเหมาช่วง: ต้นตอแห่งความไม่โปร่งใส

ในส่วนของกฎหมาย แม้ว่ากฎหมายพื้นฐานอาจมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ “การบังคับใช้” ที่ยังหย่อนยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบหน้างานให้เป็นไปตามข้อกำหนด เช่น การมีวิศวกรควบคุมงานจริงหรือไม่ และวิศวกรท่านนั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับเครน Launcher เพียงพอหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยังมี “ช่องโหว่ทางกฎหมาย” ที่สำคัญบางประการ เช่น:

การขาดระบบทะเบียนเครน: การไม่มีระบบทะเบียนเครนที่ชัดเจน ทำให้ยากต่อการตรวจสอบประวัติและการบำรุงรักษา
ปัญหาการจ้างเหมาช่วง (Subcontracting): บริษัทใหญ่ที่ชนะประมูลมักกระจายงานต่อให้กับผู้รับเหมาช่วงหลายทอด ซึ่งหากผู้รับเหมาช่วงขาดความรับผิดชอบ หรือเน้นที่การลดต้นทุนเป็นหลัก ก็จะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้การจ้างช่วงจะไม่ผิดกฎหมาย หากผู้รับเหมาช่วงมีความซื่อสัตย์และยึดมั่นในมาตรฐานสากล แต่ในทางปฏิบัติ การควบคุมดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทานกลับทำได้ยาก

การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะวิชาชีพ วิศวกรมีใบอนุญาตและลายเซ็นที่รับรองความถูกต้องของแบบ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

บทลงโทษที่หนักหน่วง: “เชือดไก่ให้ลิงดู” คือสิ่งจำเป็น

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความจริงจังและการยกระดับมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนด “บทลงโทษ” ที่เด็ดขาดและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

ยกระดับมาตรฐานบุคลากร: ควรมีการกำหนดมาตรฐานและ “การรับรอง” ที่เข้มงวดสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครนในโครงการก่อสร้าง โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ให้สัญญาณเครน, ผู้ยึดเกาะวัสดุ, ผู้บังคับรถเครน และผู้ควบคุมเครน การอบรมและทดสอบอย่างจริงจังจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความสามารถเพียงพอ
บทลงโทษที่เด็ดขาด: สำหรับกรณีที่เกิดความบกพร่องร้ายแรงในไซต์งานก่อสร้าง บทลงโทษต้องหนักหน่วงและเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน การ “เชือดไก่ให้ลิงดู” โดยการพักใบอนุญาต หรือการตัดสิทธิการประมูลงานอย่างถาวรสำหรับบริษัทที่ทำผิดซ้ำ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็น
ระบบ Blacklist ที่เข้มข้น: เรายังขาดระบบ Blacklist ที่มีประสิทธิภาพ การจัดชั้นผู้รับเหมา หรือการตัดแต้ม ไม่ใช่มาตรการลงโทษที่เด็ดขาด กฎกระทรวงที่เพิ่งออกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ถือว่าล่าช้าเกินไป
การแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงกฎหมาย: บริษัทที่ทำผิดกฎหมายมักใช้วิธีการเลี่ยง เช่น การปิดบริษัทที่มีปัญหาแล้วไปตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่ออื่น เพื่อประมูลงานต่อไป ปัญหานี้ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังจากภาครัฐ

ความกังวลเรื่อง “นอมินีทุนต่างชาติ” ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

อีกประเด็นที่ข้าพเจ้าและสมาคมฯ มีความกังวลเป็นพิเศษ คือ การเข้ามามีบทบาทของ “ทุนต่างชาติ” ในรูปแบบของ “นอมินี” ซึ่งแฝงตัวเข้ามารับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมากขึ้น โดยมักใช้วิธีการ Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย และให้บริษัทไทยเป็นผู้ออกหน้า

ปัญหาหลักที่ตามมาคือ การ “ตัดราคาประมูล” ที่ต่ำเกินจริง เพื่อชิงงาน ส่งผลให้ผู้รับเหมาไทยบางรายยอมเข้าร่วม เพราะคาดหวังเพียงส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ต้องรับผิดชอบงานหลัก ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นจากแนวทางนี้คือ “ความปลอดภัย” และ “มาตรฐานงาน” ที่ถูกลดทอนลงอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานถูกกดให้ต่ำที่สุด

ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด” สู่การยุติวิกฤตเครนถล่ม

หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ ข้าพเจ้าขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด” ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป:

เม็ดที่ 1: ค้นหาความจริงโดย “คนกลาง” ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง:
ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่ปราศจากอคติ และมีอำนาจในการตรวจสอบเชิงลึกถึงสาเหตุทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง หากเราไม่สามารถค้นพบ “จุดเริ่มต้น” ที่แท้จริงของปัญหาได้อย่างถูกต้อง การแก้ไขปัญหาทั้งหมดก็จะบิดเบี้ยวและไร้ผล
การตรวจสอบกันเองภายในหน่วยงาน หรือการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบ อาจไม่สามารถนำไปสู่ความจริงได้

เม็ดที่ 2: กำหนด “บทลงโทษที่เด็ดขาด” เพื่อป้องปราม:
ดังที่กล่าวไปข้างต้น การลงโทษต้องเป็นไปอย่างจริงจังและเป็นที่ประจักษ์ เพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัยและทำผิดซ้ำซาก ควรถูกพักใบอนุญาต หรือถูกตัดสิทธิการประมูลงานอย่างถาวร
หน่วยงานรัฐต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

เม็ดที่ 3: เร่ง “ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย” และบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพ:
ภาครัฐต้อง “รู้เท่าทัน” เทคนิคการลดต้นทุนของผู้รับเหมา และต้องออก “กฎกระทรวง” ที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมการจ้างช่วงให้โปร่งใสและปลอดภัย
กระทรวงคมนาคม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถออกกฎกระทรวงเหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น (เช่น 6 เดือน) หากมีความตั้งใจจริง
ขั้นตอนราชการที่ล่าช้า หรือการอ้างความซับซ้อนของกระบวนการ ไม่ควรเป็นอุปสรรคหรือข้ออ้างในการละเลยความปลอดภัยของประชาชนอีกต่อไป

การก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคที่ทันสมัยและปลอดภัย ควรเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ไม่ใช่แหล่งเพาะอุบัติเหตุร้ายแรงถึงแก่ชีวิต การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างจริงจังและยั่งยืน

หากท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ ขอให้ท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่าปล่อยให้ความบกพร่องเชิงระบบบั่นทอนความปลอดภัยและอนาคตของประเทศของเรา

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลงมือปฏิบัติการแก้ไขวิกฤตเครนถล่มนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับโครงการก่อสร้างในประเทศไทย และเพื่อชีวิตของคนไทยทุกคน

Previous Post

D2701057 คลอดล กบนรถซาเล ง(ละครส น) หน งส นด BSC part2

Next Post

D2701059 องลมอมกะต งค (ละครส น) หน งส นด BSC part2

Next Post
D2701059 องลมอมกะต งค (ละครส น) หน งส นด BSC part2

D2701059 องลมอมกะต งค (ละครส น) หน งส นด BSC part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Facebook Video
  • D0202160 สาม ดไม องทำการร อให นซาก part2
  • D0202159 คำพ ดท าไว ใจ ดท ายแค คำโกหก part2
  • D0202158 สาม ดไม องทำการร อให นซาก #ตอนจบ part2
  • D0202157 ดการสาม ไม กพอ หน าหม อไปท part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.