วิศวกรรมไทย: ไขปริศนาเครนถล่ม ปมบกพร่องรุนแรง ไม่ใช่โชคร้ายซ้ำรอย
จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโครงการสาธารณูปโภคสำคัญทั่วประเทศไทย ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง วันนี้เราจะพาเจาะลึกถึงประเด็นปัญหาและความท้าทายที่กำลังเผชิญ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปีในวงการ มาให้มุมมองเชิงลึกและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอีก
ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือ “ความบกพร่อง” ที่ซุกซ่อน
ศาสตราจารย์ ดร.อมร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง “อุบัติเหตุ” และ “ความบกพร่อง” ในทางวิศวกรรม โดยชี้ว่าเหตุการณ์เครนถล่มสองครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถโยนความผิดให้กับปัจจัยภายนอกอย่างสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวได้เลย เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุไม่มีปัจจัยเหล่านี้เลย
“เมื่อตัดปัจจัยธรรมชาติออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือ อุบัติเหตุ หรือ ความบกพร่อง ในระบบงานก่อสร้าง” ท่านกล่าว “ในวงการวิศวกรรม คำว่าอุบัติเหตุ หมายถึง การทำงานตามมาตรฐานอย่างถูกต้อง มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่ยังมีปัจจัยบางอย่างที่เหนือการคาดการณ์และควบคุมได้ ซึ่งกรณีนี้ ไม่ใช่ แบบนั้นเลย”
ท่านยืนยันหนักแน่นว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมขอยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย แต่คือความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างอย่างรุนแรง”
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดทางเทคนิค กรณีแรกที่ “ขารองรับเครน” หลุดร่วงลงมานั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในทางวิศวกรรมที่ดี แสดงให้เห็นถึงคำถามสำคัญเกี่ยวกับ “จุดยึด” หรือ Anchoring ว่ามีความแข็งแรงตามที่คำนวณไว้ในแบบหรือไม่ หรือมีขั้นตอนใดถูกละเลยหรือไม่
ส่วนกรณีที่สอง ซึ่งเห็นหลักฐานชัดเจนบนถนนพระราม 2 คือ “ขารองรับเครน” เกิดการทรุดตัว เนื่องจากมีการวางฐานเครนในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือวางบนจุดที่ ไม่สามารถรับน้ำหนักของโครงสร้างได้ ทำให้เกิดการยุบตัวและส่งผลให้เครนหักกลาง เหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อประมวลจากหลักฐานและการตรวจสอบโดยวิศวกรหลายท่าน ต่างเห็นตรงกันว่า มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดจากความบกพร่องในกระบวนการก่อสร้างมากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุโดยบังเอิญ
โครงการยักษ์ใหญ่: เขตอันตรายที่ต้องจับตา
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐ จนกลายเป็นสถิติที่บ่งชี้ถึง “วิกฤตเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม
“หากเกิดความผิดพลาดครั้งเดียว เราอาจมองเป็นความผิดพลาดเฉพาะจุดได้ แต่การที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 4 ครั้งใหญ่ภายในระยะเวลาไม่นาน ทั้งตึก สตง. ถล่ม, ถนนยุบจากการสร้างรถไฟฟ้า, เครนถล่มจากการสร้างรถไฟไฮสปีดทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว และเครนถล่มจากการสร้างทางด่วนคร่อมถนนพระราม 2 ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมที่น่าตกใจคือเป็นโครงการของภาครัฐทั้งหมด” ศาสตราจารย์ ดร.อมร กล่าว
“นี่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยในโครงการขนาดใหญ่ของไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรง และอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล”
ปัจจัย 3 ประการ: ต้นตอของหายนะในสนามก่อสร้าง
ศาสตราจารย์ ดร.อมร ได้จำแนกสาเหตุหลักที่ทำให้มาตรฐานวิศวกรรมในไทยหย่อนยานลงสู่ระดับวิกฤต ออกเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ที่เปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมแห่งหายนะ” ที่ต้องเร่งแก้ไข
ปัจจัยด้านบุคลากร (People): ตั้งแต่ระดับบนสุดอย่างวิศวกรผู้ออกแบบและควบคุมงาน ไปจนถึงผู้ควบคุมเครื่องจักรและแรงงานหน้างาน เครน Launcher เป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อน ไม่เหมือนปั้นจั่นทั่วไป ต้องมีการเคลื่อนที่ ทำงานในที่สูง และมีความสมดุลของน้ำหนักที่ต้องคำนวณอย่างแม่นยำ
“เครน Launcher ไม่ใช่เครื่องจักรที่ตั้งอยู่กับที่ แต่เป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่และทำงานในที่สูง มีความซับซ้อนของความสมดุลและน้ำหนัก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ แต่สิ่งที่พบเจอในสนามหลายครั้งคือ ผู้ที่ควบคุมเครื่องจักร ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์เพียงพอ ทำงานตามความเคยชิน ซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง”
ปัจจัยด้านวัสดุและอุปกรณ์ (Materials & Equipment): หัวใจของความปลอดภัยอยู่ที่วัสดุอย่างสลิง, รอก, นอตยึด การลงพื้นที่ตรวจสอบพบเห็นการนำเครื่องจักรเก่ามาใช้งานซ้ำๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐาน ทำให้ขาดความมั่นใจในความปลอดภัย รวมถึงการพบเห็นนอตบางตัวที่เกลียวหวานจนหมดสภาพ หรือแม้แต่นอตที่บิดเบี้ยวผิดรูปก็ยังถูกนำมาใช้งานต่อ นี่คือความเสี่ยงที่เกิดจากการละเลยอย่างชัดเจน
ปัจจัยด้านเครื่องจักร (Machinery): สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ “ระเบิดเวลา” ของเครื่องจักรมือสองที่ขาดมาตรฐานสากล ซึ่งสังคมอาจไม่ทราบว่าเครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยเป็นเครื่องจักร มือสอง ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น ก็มีการขายต่อและนำมาดัดแปลงต่อเติมโดย ไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่ ปัญหาสำคัญคือ เรายังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจน
“หน่วยงานรัฐในฐานะเจ้าของโครงการ ต้องเข้มงวดในการตรวจสอบอย่างจริงจัง” ศาสตราจารย์ ดร.อมร ย้ำ
ช่องโหว่ทางกฎหมายและปัญหาการจ้างเหมาช่วง: โอกาสของความบกพร่อง
ศาสตราจารย์ ดร.อมร ชี้ว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่ อยู่ที่การบังคับใช้ที่หย่อนยาน กฎหมายกำหนดให้มีวิศวกรควบคุมงาน แต่ในทางปฏิบัติวิศวกรคนนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครน Launcher จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ
“กฎหมายที่ยังขาดอย่างแท้จริง คือ การขึ้นทะเบียนเครน และ การจ้างช่วง หรือรับเหมาช่วง (Subcontract) ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่ประมูลงานได้มักจะไม่ทำเอง แต่จะจ้างต่อให้ผู้รับเหมาช่วงๆ กันไป การจ้างช่วงไม่ใช่เรื่องผิด หากกลุ่มผู้รับเหมาช่วงมีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกตามมาตรฐานสากล”
การตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิศวกรเป็นวิชาชีพที่มีใบอนุญาตและมีลายเซ็นรับรองความถูกต้องของแบบ แต่ในภาคปฏิบัตินั้น กลับเป็นคนละเรื่องกับทฤษฎี
บทลงโทษต้องเข้มข้น: ลงดาบให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง
การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จำเป็นต้องยกระดับ “มาตรฐาน” ผู้ปฏิบัติงานเครนให้เทียบเท่าวิศวกร โดยใช้สูตร “4 ผู้” ที่ต้องผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ประกอบด้วย:
ผู้ให้สัญญาณเครน
ผู้ยึดเกาะวัสดุ
ผู้บังคับรถเครน
ผู้ควบคุมเครน
“ในหน้างานจริง มักพบว่ามีการใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่แทน คำถามคือหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหรือไม่”
ศาสตราจารย์ ดร.อมร กล่าวเสริมว่า “บทลงโทษต้องทำจริงและหนักหน่วง เพราะความบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรง กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์”
“เรายังไม่มีระบบ Blacklist ที่เข้มข้น การจัดชั้นผู้รับเหมาที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอ การลดชั้นหรือตัดแต้ม ยังไม่ใช่การลงโทษที่แท้จริง แม้จะมีการออกกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ก็ถือว่าล่าช้าไปมาก”
“หรือต่อให้มีกฎหมาย ก็ยังมีวิธีการเลี่ยง เช่น การปิดบริษัทที่มีปัญหา เปลี่ยนชื่อ แล้วกลับมาประมูลงานใหม่ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัญหาเหล่านี้รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด”
กังวลทุนต่างชาติแฝงตัว: ปัญหา “นอมินี” ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
อีกประเด็นที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยแสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง คือการที่ ทุนต่างชาติเริ่มแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ “นอมินี” เพื่อรับงานโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย โดยใช้วิธีการ Joint Venture (JV) กับผู้รับเหมาไทย และให้บริษัทไทยเป็นผู้ถือหน้าเสื่อ
“ปัญหาคือ มีการ ตัดราคาประมูลที่ต่ำเกินจริง เพื่อแย่งชิงงาน ผู้รับเหมาไทยบางรายยอมทำตามเพราะต้องการส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก”
“ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือ ความปลอดภัยและมาตรฐานของงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของงานก่อสร้างและทรัพยากรบุคคล อุปกรณ์ และเครื่องจักร ที่ล้วนมีต้นทุนสูงกว่าการกดราคาให้ต่ำสุด”
ข้อเสนอ “กระดุม 3 เม็ด”: ทางออกเร่งด่วนสำหรับประเทศไทย
หากรัฐบาลต้องการยุติฝันร้ายบนถนนพระราม 2 และไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ได้เสนอทางออกเร่งด่วนที่เรียกว่า “กระดุม 3 เม็ด”
เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดยคนกลาง: ต้องมีคณะกรรมการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ใช่การตรวจสอบกันเองภายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การหาสาเหตุเชิงลึกในทางวิศวกรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากจุดเริ่มต้นของปัญหาบิดเบี้ยว หรือไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เราจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่เด็ดขาด: ต้องมีการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บริษัทที่กระทำความผิดซ้ำซากควรถูกพักใบอนุญาต หรือตัดสิทธิในการประมูลงานอย่างถาวร เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานและสร้างความเกรงกลัวต่อการละเลยมาตรฐาน
เม็ดที่สาม: เร่งปิดช่องโหว่กฎหมาย: รัฐต้องเท่าทันเทคนิคการลดต้นทุนของผู้รับเหมา การออกกฎกระทรวงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การบังคับใช้การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและการควบคุมการจ้างช่วงให้มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการได้โดยกระทรวงคมนาคมภายในระยะเวลา 6 เดือน หากมีความตั้งใจจริง
“อย่าให้ขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน หรือการหาข้ออ้าง กลายเป็นอุปสรรคในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของงานก่อสร้างในประเทศของเราไปมากกว่านี้”
เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและปลอดภัย การลงทุนในงานสาธารณูปโภคต้องมาพร้อมกับการรับประกันความปลอดภัยสูงสุด อย่ารอให้เกิดโศกนาฏกรรมอีกครั้ง หากคุณคือส่วนหนึ่งของวงการก่อสร้าง หรือมีความห่วงใยในประเด็นนี้ มาร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของทุกคน.

